เกษตรกรสุรินทร์ จี้ “มาร์ค” ทบทวนอัตราประกันราคาข้าวใหม่

on วันเสาร์, ตุลาคม 31, 2009

เรียนพี่น้องเกษตรกร/ชาวนาและสมัชชาคนจนบนเขื่อนราษีไศลที่นับถือ.
 
            ตัวเลขที่น่าสนใจ และความหมายของคำว่า พอประมาณ นี่เป็นข้อ
 
คิดจากลูกหลานนะครับ.
 
            ก่อนอื่นลูกหลานขออนุญาติบอกว่า นโยบายการประกันราคาข้าว
 
ของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีนั้น เป็นนะโยบายที่ดี ที่แตกต่าง
 
และพอประมาณ
 
            ที่บอกว่าเป็นนโยบายที่ดีนั้นก็เพราะเป็นแนวคิดที่จะทำให้ผล ถึงพี่
 
น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง คือลงไปควบคุมทั้งตัวเกษตรกร พื้นที่ปลูก และผล
 
ผลิตเฉลี่ย/ไร่  (ความโปร่งใส และความประหยัดงบประมาณจะมีมากขึ้น)
 
            และที่แตกต่างก็คือ การับจำนำนั้น รัฐจะต้องแบกรับภาระทั้งหมด
 
ตามตัวเลขที่หน่วยงานรับผิดชอบได้ทำขึ้น ควบคุมยาก และสวนทางกับความ
 
เป็นจริง เพราะรัฐจะต้องเสียทั้งค่าข้าวในราคาประกันที่ประชานิขมสุดๆ มีการรั่ว
 
ไหลในหลายๆจุด แม้กระทั่งมีการนำข้าวจากลาวเข้ามาจำนำเป็นต้น
 
             และพอประมาณ ความหมายตามแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอ
 
เพียงก็ตือ พออยู่พอกิน/หรือไม่มากไม่น้อยจนเกินไป มีเหตุมีผล ตัวเลขผล
 
ผลิตข้าวต่อไร่ของท่านนายก ๓๕๙ กก./ไร่ และตัวเลขของพี่น้องเกษตรกร/
 
ชาวนา จังหวัดสุรินทร์ ๔๙๓ กก./ไร่ ลูกหลานยอมรับได้ทั้งสองตัวครับ ก็โดย
 
ใช้หลัก พอประมาณเข้ามาจับไงครับ. ที่รับได้ก็คือ ราคาประกันเท่าที่ลูกหลาน
 
ทราบนั้น ข้าวหอมมะลิ ๑๔.-บาท/กก.(ราคาพอประมาณ ใช้ได้เลย) ส่วนผล
 
ผลิต/ไร่นั้นคงจะเป็นการยากที่จะไปแยกแยะเป็นจังหวัด ต้วเลขที่ท่านนายกให้
 
นั้น ๓๕๙ กก./ไร่ (น่าจะพอประมาณคือเฉลี่ยพื้นที่หลายจังหวัดหน่อย) ผม
 
เชื่อว่าบางพื้นที่ บางจังหวัด ผลผลิต/ไร่จะได้น้อยกว่านี้มากเพราะ เข้าไม่ถึง
 
ระบบชลประทาน/หรือถูกระบบชลประทานทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นต้นและที่
 
สำคัญ ในยางพื้นที่ตามที่เป็นข้าว นาปีก็ทำไม่ได้ พอหันมาทำนาปรังก็หนีน้ำ
 
ท่วมแทบจะไม่ทัน.
 
             ทีนี้ลูกหลานขอนำวิชาคำนวณมาจับดูซิว่า ทำไม? ลูกหลานจึงพูด
 
ได้เต็มปากว่า พอประมาณ.
 
         ๑.)พื้นที่ทำนาเฉลี่ย/ครัวเรือน =   ๑๐ - ๑๕   ไร่/ครัวเรือน
 
         ๒.)ผลผลิตที่ต่างกันอยู่        =  ๔๙๓ - ๓๕๙ = ๑๓๔ กก./ไร่
 
         ๓.)ปริมาณข้าวที่ไม่ได้รับการประกัน/ครัวเรือน = ๑,๓๔๐ -๒,๐๑๐
 
              กก/ครัวเรือน
 
         ๔.)จำนวนคน/ครัวเรือน        =  ๕ - ๗ คน/ครัวเรือน
 
         ๕.) จำต้องเก็บข้าวไว้กินเองในครัวเรือน = ๑,๐๐๐ - ๑,๔๐๐ กก/
 
              ปี.(ตรงนี้เองครับที่ผมคิดว่าพอประมาณ และส่วนที่เกินก็ใช้เลี้ยง
 
              สัตว์)
 
          ๖.)ที่ลูกหลานเป็นห่วงก็คือ ความยั่งยืน พอเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายก็
 
              จะเปลี่ยน การประกันราคา และราคาก็จะเปลี่ยน เกษตรกร/
 
              ชาวนาก็จะเข้าไม่ถึงอีก.เหมือนเคย.
 
          ๗.)สุดท่ายแล้วทำอย่างไร? เล่าจึงจะยั่งยืน ลูกหลานคิดว่า ต้องช่วย
 
              ตัวเองครับ คือเปลี่ยนมาทำเกษตร "ทฤษฎีใหม่" ขุดสระเก็บน้ำ
 
              เป็นของตนเองเพื่อนเพิ่มรายได้จากการเลี้ยงปลา และประกัน
 
              ความเสี่ยงน้ำแล้ง น้ำท่วม และเกษตรกรจะได้ผลผลิตข้าวพออยู่
 
              พอกินตลอดทุกปี.โดยการทำนาเพียง ๓ - ๔.๕ ไร่ ( ๓๐%ของ
 
             พื้นที่) ถ้าเราทำได้เราจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนครับ ที่สำคัฯเรายังจะ
 
             ได้ป่าปลูกอีก ๓๐% ของพื้นที่เพื่อช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและจะ
 
             ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วยและท้ายของสุดท้าย ผมขอให้
 
             ท่านนายกได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร/ชาวนา
 
             และสมัชชาคนจนบนเขื่อนราษีไศลโดยเร็วด้วยครับเพราะพวกเขา
 
            ได้รอท่านนายกมานานกว่า ๑๑๐ วันแล้วนะครับ.
 
                         ด้วยจิตรคารวะ.
 
                 ประชุม สุริยามาศ. วย.๗๗๗
 
 

เกษตรกรสุรินทร์ จี้ "มาร์ค" ทบทวนอัตราประกันราคาข้าวใหม่
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 ตุลาคม 2552 16:00 น.
เครือข่ายเกษตรกรฯสุรินทร์ ตบเท้าเข้าพบนายกฯ ร้องบอกการประกันราคาข้าวหอมมะลิตามโครงการ ประกันรายได้เกษตรกรต่ำกว่า อัตราผลผลิตจริง พร้อมยื่นหนังสือจี้รัฐฯให้ทบทวนดูใหม่อีกรอบ
       

       
       

       
       วันนี้ (28 ต.ค. ) ที่อาคารรัฐสภา เครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิจังหวัดสุรินทร์ นำโดยนายพิรุณ แก้วพินึก พร้อมกลุ่มเกษตรกรกว่า 20 คน ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อร้องขอให้ทางรัฐบาลทบทวนการกำหนดอัตราผลผลิตเฉลี่ยข้าวหอมมะลิของจังหวัดสุรินทร์ที่ประกันไว้ 359 กิโลกรัมต่อไร่ ตามโครงการประกันรายได้เกษตรกร
       
       เนื่องจากการกำหนดดังกล่าวตำกว่ากว่ากว่าความเป็นจริงมาก โดยจากข้อมูลการทำนาของเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์ในปีนี้สภาพภูมิอากาศฝนฟ้าอุดมสมบูรณ์ดี ทำให้ข้าวหอมมะลิเจริญเติบโตงอกงามดีกว่าทุกปีที่ผ่านมา จากการสรุปผลการขึ้นทะเบียนตามแบบรายงานผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรข้าวนาปี การผลิต 52/53 ของจังหวัดสุรินทร์ ตัดยอดวันที่ 2 ตุลาคม 2552 ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ข้าวนาปี คือ 493 กิโลกรัมต่อไร่
       
       ด้วยเหตุนี้เครือข่ายเกษตรกรฯจึงร้อง ขอให้รัฐบาลได้ทบทวนผลผลิตตามข้อเท็จจริงคือ 493 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดอื่นๆอย่างแท้จริง
       
       ทางด้านนายอภสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับหนังสือจากกลุ่มเกษตร พร้อมกล่าวยืนยันว่าจะนำไปศึกษาเพื่อทำการดำเนินการตามขั้นตอนอีกครั้งหนึ่ง



Windows 7: It helps you do more. Explore Windows 7.

นักบริหารลุ่มน้ำชี้การเมืองปมปัญหาแก้น้ำล้นน้ำแล้งล้มเหลว

เรียนพี่น้องเกษตรกร/ชาวนาและสมัชชาคนจนบนเขื่อนราษีไศลที่นับถือ.
 
            ผมเห็นด้วยตามหัวข้อของการสัมนาที่ว่า "การเมืองปมปัญหาแก้น้ำ
 
ล้นน้ำแล้งล้มเหลว"
 
            และผมก็เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ทุกฝ่ายได้นำเสนอ แต่ปัญหา
 
อยู่ที่รัฐบาลที่บอกว่า ประชาชนต้องมาก่อน ท่านจะเอาด้วยหรือไม่เท่านั้น ถ้า
 
รัฐบาลเป็นของประชาชน ปัญหาเขื่อนต่างๆก็จะได้รับการแก้ไขไปนานแล้วครับ
 
ทำไม? ครับ ส.ส. และรัฐบาลจึงชอบคิดแทนชาวบ้าน ผู้ซึ่งอยู่ชิดติดปัญหา
 
และรู้ปัญหาเป็นอย่างดี กลับไม่มีไคร?ฟังชาวบ้านเลยครับ.
 
             พี่น้องครับกรุณาอ่านความคิดเห็นของนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์
 
วัชระที่ว่า.-
 
           
 
          " นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า นักวิชาการ ข้าราชการ ชาวบ้าน สื่อ ต้องมาร่วมมือกันถึงสามารถจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนได้ หมดเวลาของการก่อม็อบประท้วงขัดแย้งรุนแรงแล้ว ต้องมาเน้นสิทธิชุมชน เพื่อเป็นการ"ป้องกัน" ไม่ให้เกิดการ"ทำลาย"ทรัพยากร กรรมการสิทธิฯก็จะทำหน้าที่นี้ เสนอให้ สกว.เป็นเจ้าภาพ คนในพื้นที่เป็นเลขาฯขับเคลื่อน เชื่อมทุกภาคส่วนมาช่วยกัน จึงสามารถจัดการทรัพยากรน้ำได้อย่างยั่งยืน"
       
              พวกเราติดต่อและประสานงานกับนายแพทย์นิ
 
รันดร์ พิทักษ์วัชระ กันดีไหม?ครับ.
 
                          ด้วยจิตรคารวะ
 
                 ประชุม สุริยามาศ. วย.๗๗๗
 

นักบริหารลุ่มน้ำชี้การเมืองปมปัญหาแก้น้ำล้นน้ำแล้งล้มเหลว

October 21, 2009

 อุบลราชธานี-นักวิจัยลุ่มน้ำร่วมวิเคราะห์ปัจจัยการแก้ปัญหาน้ำมาก น้ำน้อย น้ำเสีย จังหวัดอุบลราชธานีไม่ไปไหน เพราะการเมืองดึงเกม แนะต้องนำการบริหารทรัพยากรน้ำเข้าแผนพัฒนาฉบับหน้า เพื่อเป็นแรงผลักดัน ด้านหมอนิรันดร์ นักสิทธิชุมชนเน้นชาวบ้านร่วมป้องกันไม่ให้เกิดการทำลายน้ำ 
 
 
 ที่ห้องบัวทิพย์ 1 ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี จัดประชุมค้นหารูปแบบความร่วมมือของภาคีเครือข่ายและเสวนาการจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมีภาคีเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรพัฒนาเอกชนร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำประมาณ 60 คน 
 
 นายพรชัย โควสุรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า หน่วยงานจัดการทรัพยากรน้ำมีมาก แต่ไม่ได้ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งที่เวลาประชาคม ชาวบ้านอยากได้น้ำ แต่พอผ่านผู้แทนที่ไรได้ถนนกลับมาทุกที จึงมีความเห็นว่าการรวมตัวของประชาชนสร้างความเข้มแข็งเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ใช่ให้นโยบายข้างบนมาครอบงำ ต้องทำในสิ่งที่ชาวบ้านอยากทำ จึงสามารถช่วยแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำได้ 
 
 ด้าน ดร.อินธิรา ซาฮีร์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี แสดงความเห็นด้วยกับนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่หน่วยงานจัดการน้ำไม่มีเอกภาพ แม้มีเงินใช้จ่ายมาก แต่ไม่บูรณาการแผน และควรใช้ จ.อุบลราชธานี เป็นต้นแบบลองบริหารร่วมกัน เพราะ จ.อุบลราชธานี เป็นจังหวัดปลายน้ำกลายเป็นที่รวมของน้ำเสียมาจากทุกที่ ถ้ามีการวางแผนทำงานแบบบูรณาการน้ำทั้งระบบน่าจะแก้ปัญหาได้ 
 
 ขณะเดียวกันนายวิสูตร อยู่คง นักวิชาการป่าไม้ เสนอให้มีกระบวนการจัดการป่าทามในเขตบ้านวังยางให้เกิดประโยชน์ เพราะเป็นป่าทามขนาดใหญ่สามารถใช้เป็นแหล่งกรองน้ำเสียในแม่น้ำมูล แม่น้ำชีได้เป็นอย่างดี หากประกาศให้พื้นที่เป็นแหล่งชุ่มน้ำระดับจังหวัดจะเป็นอานิสงส์ของจังหวัด เพราะสามารถใช้พื้นที่ช่วยแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำได้ระดับหนึ่ง 
 
 สำหรับนายสมาน มานะกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.อุบลราชธานี ระบุว่า หลายครั้งมีการออกแบบบริการทรัพยากรน้ำ ร่วมกับนักวิจัย ร่วมกับชาวบ้าน มีการลงดูพื้นที่ควรทำ หรือไม่ควรทำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อขออนุมัติงบประมาณ แต่นักการเมืองไม่เอาด้วย เพราะต้องการเอางบประมาณไปใช้ในพื้นที่ที่มีหัวคะแนนอยู่ การบริหารจัดการน้ำเลยไม่ตรงจุดประสงค์ 
 
 จึงต้องช่วยกันคิดจะดำเนินแผนให้ตรงกับกลุ่มผู้ต้องใช้น้ำจริงๆได้อย่างไร และมีความเห็นต้องร่วมกันผลักดันให้การบริหารจัดการน้ำเข้าไปอยู่ในแผนพัฒนาแห่งชาติฉบับหน้า เพื่อให้การแก้ปัญหาได้ตรงจุดยิ่งขึ้นด้วย 
 
 ด้าน นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า นักวิชาการ ข้าราชการ ชาวบ้าน สื่อ ต้องมาร่วมมือกันถึงสามารถจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนได้ หมดเวลาของการก่อม็อบประท้วงขัดแย้งรุนแรงแล้ว ต้องมาเน้นสิทธิชุมชน เพื่อเป็นการป้องกัน ไม่ให้เกิดการทำลายทรัพยากร กรรมการสิทธิฯก็จะทำหน้าที่นี้ เสนอให้ สกว.เป็นเจ้าภาพ คนในพื้นที่เป็นเลขาฯขับเคลื่อน เชื่อมทุกภาคส่วนมาช่วยกัน จึงสามารถจัดการทรัพยากรน้ำได้อย่างยั่งยืน 
 
 นอกจากการจัดเสวนาเรื่องการบริหารจัดการลุ่มน้ำ ยังมีการนำเสนอผลงานการไขปัญหาน้ำตามชุมชน โดยใช้แนวคิดผ่านภูมิปัญญาท้องถิ่น อาทิ การใช้ระบบผันน้ำแอร์แว ของชาวบ้านผาชัน อ.โพธิ์ไทร ซึ่งได้รับรางวัลโครงการวิจัยดีเด่นของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ให้ผู้สนใจได้ชมด้วย 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
  ทึ่งระบบ"แอร์แว" ภูมิปัญญาชาวบ้าน
รายละเอียด

          ทึ่งระบบ"แอร์แว" ภูมิปัญญาชาวบ้าน


 

          ปัญหาการขาดแคลนน้ำ เป็นปัจจัยหลักในการอุปโภคบริโภค และการเกษตร ในพื้นที่ภาคอีสานมีมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
          แม้ภาครัฐพยายามทุกหนทางที่จะพัฒนาปรับปรุง การกักเก็บน้ำ การผันน้ำ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้ แต่ความช่วยเหลือยังคงไปไม่ถึงมือประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่
          บ้านผาชัน ต.สำโรง อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ซึ่งมีปัญหาขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ในฤดูแล้ง ทั้งที่หมู่บ้านตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำโขง เหตุเพราะเป็นพื้นที่สูงชัน ตั้งบนหน้าผาของแม่น้ำโขงมีความสูงเฉลี่ยราว 35 เมตร
          แหล่งน้ำดิบในพื้นที่ทำเกษตรกรรม และใช้ในครัวเรือน มีประชากร 135 ครอบครัว จำนวน 562 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม และทำประมงริมน้ำโขง มีเพียงบ่อน้ำตื้นจำนวน 4 บ่อ และน้ำจากบุ่งพระละคอน บึงธรรมชาติเชื่อมต่อกับแม่น้ำโขง
          ในฤดูน้ำหลากชาวบ้านใช้น้ำจากบ่อน้ำตื้น และน้ำจากบุ่งพระละคอน แต่ในฤดูแล้งชาวบ้านต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างหนัก เพราะบ่อน้ำตื้นจะแห้งขอด ส่วนน้ำจากบุ่งพระละคอนเครื่องสูบน้ำไม่สามารถส่งน้ำขึ้นมาให้ใช้ได้ เพราะระดับน้ำต่ำลงไปตามความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง ทำให้เครื่องสูบน้ำที่มีแรงดันน้อย ไม่สามารถส่งน้ำเข้าสู่ระบบการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านได้
          ชาวบ้านต้องลงไปหาบน้ำจากบุ่งพระละคอนขึ้นมาใช้ โดยจัดเรียงตามคิว เพื่อแบ่งปันน้ำให้มีใช้กันอย่างทั่วถึง และกว่าเด็กนักเรียนที่ไปช่วยพ่อแม่หาบน้ำขึ้นมาเก็บไว้ใช้ในครัวเรือน จะเข้าเรียนได้เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบเที่ยงวัน ทำให้ทางโรงเรียนบ้านผาชัน ต้องจัดการเรียนการสอนเพิ่มเติมให้เด็กในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์
          จากความยากลำบากดังกล่าว ชาวบ้านจึงพยายามหาวิธีในการนำน้ำจากบุ่งพระละคอน ขึ้นมาใช้ประโยชน์ในช่วงหน้าแล้งให้สะดวกมากขึ้น ด้วยการรวมกลุ่มระดมภูมิปัญญาชาวบ้าน ร่วมแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำแบบถาวร
          รวมถึงติดต่อขอรับการสนับสนุนจากมูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อสนับสนุนการวิจัยและดูงานของชาวบ้านผาชัน
          ระยะเริ่มแรกของการระดมมันสมองตามรูปแบบประชาคมหมู่บ้าน กว่าชาวบ้านจะพร้อมใจ และเห็นความสำคัญต่อการจัดการปัญหาน้ำกินน้ำใช้ใช้เวลาไปร่วม 6 เดือน โดยระหว่างนั้นมีการไปศึกษาดูงานจากหลายที่ ซึ่งเคยประสบปัญหาขาดน้ำกินน้ำใช้ และแก้ปัญหาสำเร็จลุล่วงไปแล้ว
          อาจารย์กล พรมสำลี อาจารย์โรงเรียนบ้านผาชัน เล่าว่า การเข้าไปดูการแก้ไขปัญหาน้ำของแต่ละพื้นที่ พบว่าภูมิประเทศแต่ละแห่งไม่เหมือนที่บ้านผาชัน บางแห่งใช้เงินทุนในการผันน้ำขึ้นมาใช้จำนวนหลายล้านบาท มากเกินกำลังของชาวบ้านที่ต้องการช่วยเหลือตัวเอง
          จึงตัดสินใจหันกลับมาใช้วิธีใช้เครื่องสูบน้ำส่งน้ำขึ้นมาในหมู่บ้านตามเดิม แต่ยังคงประสบปัญหาแบบเดิม คือ ใช้ได้เพียง 2-3 เดือนเครื่องสูบน้ำก็ไหม้เสียหายอีก
          กระทั่งการประชุมประชาคมหมู่บ้านในครั้งหนึ่ง มีชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่า ขณะกำลังใช้สายยางรดน้ำต้นไม้เห็นว่าสายยางมีรูรั่ว จึงพับสายยางไว้ เพื่อไม่ให้น้ำไหลทิ้ง พบว่าน้ำกลับมีแรงดันเพิ่มขึ้น น่าจะนำมาใช้กับเครื่องสูบน้ำได้
          ที่ประชุมจึงทดลองนำท่อพีวีซีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 นิ้ว ยาวประมาณ 1 เมตร ตัดต่อเข้ากับท่อพีวีซีที่ใช้เป็นท่อส่งน้ำเข้าหมู่บ้าน แต่แรงดันน้ำก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่คิดกันไว้ และกลับทำให้เครื่องสูบน้ำพังเร็วกว่าปกติอีก
          แต่กลุ่มชาวบ้านที่เป็นนักคิดค้นประดิษฐ์ยังไม่ท้อถอย พยายามใช้วิธีดังกล่าวทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกระทั่งมีผู้เสนอว่าจะทดลองนำวิธีการสูบลมเข้า-ออก ของช่างตีเหล็กมาลองใช้ดู
          ด้วยเหตุผลว่า การตีเหล็กของช่างเหล็กต้องเป่าลมเข้าไปในเตาไฟ เพื่อเร่งถ่านให้ไฟลุกโชนใช้หลอมละลายเหล็กในระดับที่ต้องการ และการเป่าลมของช่างตีเหล็กจะมีคันโยกใช้สูบลมสลับกันไปมา
          กลุ่มชาวบ้านจึงนำท่อพีวีซีมาเชื่อมต่อกับท่อใช้ส่งน้ำจาก 1 ท่อให้เป็น 2 ท่อ ทิ้งระยะห่างกันราว 0.30 เมตร เมื่อทดลองสูบน้ำให้ไหลผ่าน พบว่าเกิดการทำปฏิกิริยาระหว่างท่อน้ำ 2 ท่อ คือ ในท่อน้ำขนาดความยาว 1 เมตร จะมีน้ำอยู่ราว 60 เซนติเมตร ส่วนที่เหลืออีก 40 เซนติเมตรจะเป็นอากาศ
          ท่อน้ำทั้ง 2 ท่อ ทำหน้าที่คล้ายลูกสูบ คือ อากาศจะไหลเวียนสลับผ่านท่อน้ำหนึ่งส่งต่อไปยังอีกท่อน้ำหนึ่ง เมื่อท่อน้ำท่อใดมีอากาศอัดแน่น ท่อจะทำหน้าที่ดันน้ำให้ไหลไปหาที่ว่าง นั่นคือถังใช้เก็บน้ำของหมู่บ้าน
          โดยไล่ลำดับกันไปเป็นทอดๆ ส่วนอากาศที่เข้ามาอยู่ในท่อได้ เพราะถูกดูดขึ้นมาพร้อมกับน้ำ แต่ก่อนที่ไม่มีการติดตั้งท่อให้มีช่องว่างของอากาศ เมื่อเครื่องสูบน้ำดูดอากาศเข้ามาอยู่ในท่อ และอากาศถูกอัดจนแน่น ทำให้เกิดเป็นสุญญากาศดันกลับมาที่เครื่องสูบน้ำ จึงทำให้แรงดันน้ำลดลงเรื่อยๆ และมีผลทำให้เครื่องสูบน้ำไหม้ดังกล่าว
          การค้นพบระบบกลไกหมุนเวียนของอากาศโดยบังเอิญครั้งนี้ ชาวบ้านตั้งชื่อระบบนี้ว่า "แอร์แว" มีความหมายอย่างตรงตัว "แอร์" ในภาษาอังกฤษหมายถึง อากาศ ส่วนคำว่า "แว" เป็นภาษาท้องถิ่นแปลว่า "เวียน" เมื่อรวมกัน "แอร์แว" คือ อากาศที่แวะเวียนไปเวียนมาอยู่ในท่อน้ำ
          หลังการค้นพบระบบหมุนเวียนของอากาศภายในท่อส่งน้ำพีวีซี ทำให้บ้านผาชันไม่ต้องประสบภาวะขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ และยังมีน้ำใช้ทำเกษตรกรรมในฤดูแล้ง

          นอกจากนี้ ระบบ "แอร์แว" ที่กลุ่มชาวบ้านผาชันใช้ภูมิปัญญาคิดค้นประดิษฐ์ขึ้นมาใช้เอง ยังได้รับคัดเลือกจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จาก 1,200 โครงการ ให้เป็นสิ่งประดิษฐ์ชนะเลิศอันดับ 1 ในสิ่งประดิษฐ์ 8 ชนิด ที่ส่งเข้าร่วมประกวดในปี 2550 ด้วย ที่สำคัญ "แอร์แว" เป็นระบบที่ขจัดปัญหาเรื่องน้ำที่เกษตรกรทุกคนสามารถผลิตใช้ได้เอง เพราะมีราคาเพียง 800 บาท เท่านั้น
   

 
 
นักบริหารลุ่มน้ำชี้การเมืองปมปัญหาแก้น้ำล้นน้ำแล้งล้มเหลว
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 ตุลาคม 2552 11:44 น.

       อุบลราชธานี-นักวิจัยลุ่มน้ำร่วมวิเคราะห์ปัจจัยการแก้ปัญหาน้ำมาก น้ำน้อย น้ำเสีย จังหวัดอุบลราชธานีไม่ไปไหน เพราะการเมืองดึงเกม แนะต้องนำการบริหารทรัพยากรน้ำเข้าแผนพัฒนาฉบับหน้า เพื่อเป็นแรงผลักดัน ด้านหมอนิรันดร์ นักสิทธิชุมชนเน้นชาวบ้านร่วมป้องกันไม่ให้เกิดการทำลายน้ำ
       

       ที่ห้องบัวทิพย์ 1 ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี จัดประชุมค้นหารูปแบบความร่วมมือของภาคีเครือข่ายและเสวนาการจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมีภาคีเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรพัฒนาเอกชนร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำประมาณ 60 คน
       
       นายพรชัย โควสุรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า หน่วยงานจัดการทรัพยากรน้ำมีมาก แต่ไม่ได้ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งที่เวลาประชาคม ชาวบ้านอยากได้น้ำ แต่พอผ่านผู้แทนที่ไรได้ถนนกลับมาทุกที จึงมีความเห็นว่าการรวมตัวของประชาชนสร้างความเข้มแข็งเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ใช่ให้นโยบายข้างบนมาครอบงำ ต้องทำในสิ่งที่ชาวบ้านอยากทำ จึงสามารถช่วยแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำได้
       
       ด้าน ดร.อินธิรา ซาฮีร์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี แสดงความเห็นด้วยกับนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่หน่วยงานจัดการน้ำไม่มีเอกภาพ แม้มีเงินใช้จ่ายมาก แต่ไม่บูรณาการแผน และควรใช้ จ.อุบลราชธานี เป็นต้นแบบลองบริหารร่วมกัน เพราะ จ.อุบลราชธานี เป็นจังหวัดปลายน้ำกลายเป็นที่รวมของน้ำเสียมาจากทุกที่ ถ้ามีการวางแผนทำงานแบบบูรณาการน้ำทั้งระบบน่าจะแก้ปัญหาได้
       
       ขณะเดียวกันนายวิสูตร อยู่คง นักวิชาการป่าไม้ เสนอให้มีกระบวนการจัดการป่าทามในเขตบ้านวังยางให้เกิดประโยชน์ เพราะเป็นป่าทามขนาดใหญ่สามารถใช้เป็นแหล่งกรองน้ำเสียในแม่น้ำมูล แม่น้ำชีได้เป็นอย่างดี หากประกาศให้พื้นที่เป็นแหล่งชุ่มน้ำระดับจังหวัดจะเป็นอานิสงส์ของจังหวัด เพราะสามารถใช้พื้นที่ช่วยแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำได้ระดับหนึ่ง
       
       สำหรับนายสมาน มานะกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.อุบลราชธานี ระบุว่า หลายครั้งมีการออกแบบบริการทรัพยากรน้ำ ร่วมกับนักวิจัย ร่วมกับชาวบ้าน มีการลงดูพื้นที่ควรทำ หรือไม่ควรทำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อขออนุมัติงบประมาณ แต่นักการเมืองไม่เอาด้วย เพราะต้องการเอางบประมาณไปใช้ในพื้นที่ที่มีหัวคะแนนอยู่ การบริหารจัดการน้ำเลยไม่ตรงจุดประสงค์
       
       จึงต้องช่วยกันคิดจะดำเนินแผนให้ตรงกับกลุ่มผู้ต้องใช้น้ำจริงๆได้อย่างไร และมีความเห็นต้องร่วมกันผลักดันให้การบริหารจัดการน้ำเข้าไปอยู่ในแผนพัฒนาแห่งชาติฉบับหน้า เพื่อให้การแก้ปัญหาได้ตรงจุดยิ่งขึ้นด้วย
       
       ด้าน นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า นักวิชาการ ข้าราชการ ชาวบ้าน สื่อ ต้องมาร่วมมือกันถึงสามารถจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนได้ หมดเวลาของการก่อม็อบประท้วงขัดแย้งรุนแรงแล้ว ต้องมาเน้นสิทธิชุมชน เพื่อเป็นการ"ป้องกัน" ไม่ให้เกิดการ"ทำลาย"ทรัพยากร กรรมการสิทธิฯก็จะทำหน้าที่นี้ เสนอให้ สกว.เป็นเจ้าภาพ คนในพื้นที่เป็นเลขาฯขับเคลื่อน เชื่อมทุกภาคส่วนมาช่วยกัน จึงสามารถจัดการทรัพยากรน้ำได้อย่างยั่งยืน
       
       นอกจากการจัดเสวนาเรื่องการบริหารจัดการลุ่มน้ำ ยังมีการนำเสนอผลงานการไขปัญหาน้ำตามชุมชน โดยใช้แนวคิดผ่านภูมิปัญญาท้องถิ่น อาทิ การใช้ระบบผันน้ำแอร์แว ของชาวบ้านผาชัน อ.โพธิ์ไทร ซึ่งได้รับรางวัลโครงการวิจัยดีเด่นของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ให้ผู้สนใจได้ชมด้วย
 

  ทึ่งระบบ"แอร์แว" ภูมิปัญญาชาวบ้าน
รายละเอียด

          ทึ่งระบบ"แอร์แว" ภูมิปัญญาชาวบ้าน


 

          ปัญหาการขาดแคลนน้ำ เป็นปัจจัยหลักในการอุปโภคบริโภค และการเกษตร ในพื้นที่ภาคอีสานมีมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
          แม้ภาครัฐพยายามทุกหนทางที่จะพัฒนาปรับปรุง การกักเก็บน้ำ การผันน้ำ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้ แต่ความช่วยเหลือยังคงไปไม่ถึงมือประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่
          บ้านผาชัน ต.สำโรง อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ซึ่งมีปัญหาขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ในฤดูแล้ง ทั้งที่หมู่บ้านตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำโขง เหตุเพราะเป็นพื้นที่สูงชัน ตั้งบนหน้าผาของแม่น้ำโขงมีความสูงเฉลี่ยราว 35 เมตร
          แหล่งน้ำดิบในพื้นที่ทำเกษตรกรรม และใช้ในครัวเรือน มีประชากร 135 ครอบครัว จำนวน 562 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม และทำประมงริมน้ำโขง มีเพียงบ่อน้ำตื้นจำนวน 4 บ่อ และน้ำจากบุ่งพระละคอน บึงธรรมชาติเชื่อมต่อกับแม่น้ำโขง
          ในฤดูน้ำหลากชาวบ้านใช้น้ำจากบ่อน้ำตื้น และน้ำจากบุ่งพระละคอน แต่ในฤดูแล้งชาวบ้านต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างหนัก เพราะบ่อน้ำตื้นจะแห้งขอด ส่วนน้ำจากบุ่งพระละคอนเครื่องสูบน้ำไม่สามารถส่งน้ำขึ้นมาให้ใช้ได้ เพราะระดับน้ำต่ำลงไปตามความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง ทำให้เครื่องสูบน้ำที่มีแรงดันน้อย ไม่สามารถส่งน้ำเข้าสู่ระบบการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านได้
          ชาวบ้านต้องลงไปหาบน้ำจากบุ่งพระละคอนขึ้นมาใช้ โดยจัดเรียงตามคิว เพื่อแบ่งปันน้ำให้มีใช้กันอย่างทั่วถึง และกว่าเด็กนักเรียนที่ไปช่วยพ่อแม่หาบน้ำขึ้นมาเก็บไว้ใช้ในครัวเรือน จะเข้าเรียนได้เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบเที่ยงวัน ทำให้ทางโรงเรียนบ้านผาชัน ต้องจัดการเรียนการสอนเพิ่มเติมให้เด็กในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์
          จากความยากลำบากดังกล่าว ชาวบ้านจึงพยายามหาวิธีในการนำน้ำจากบุ่งพระละคอน ขึ้นมาใช้ประโยชน์ในช่วงหน้าแล้งให้สะดวกมากขึ้น ด้วยการรวมกลุ่มระดมภูมิปัญญาชาวบ้าน ร่วมแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำแบบถาวร
          รวมถึงติดต่อขอรับการสนับสนุนจากมูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อสนับสนุนการวิจัยและดูงานของชาวบ้านผาชัน
          ระยะเริ่มแรกของการระดมมันสมองตามรูปแบบประชาคมหมู่บ้าน กว่าชาวบ้านจะพร้อมใจ และเห็นความสำคัญต่อการจัดการปัญหาน้ำกินน้ำใช้ใช้เวลาไปร่วม 6 เดือน โดยระหว่างนั้นมีการไปศึกษาดูงานจากหลายที่ ซึ่งเคยประสบปัญหาขาดน้ำกินน้ำใช้ และแก้ปัญหาสำเร็จลุล่วงไปแล้ว
          อาจารย์กล พรมสำลี อาจารย์โรงเรียนบ้านผาชัน เล่าว่า การเข้าไปดูการแก้ไขปัญหาน้ำของแต่ละพื้นที่ พบว่าภูมิประเทศแต่ละแห่งไม่เหมือนที่บ้านผาชัน บางแห่งใช้เงินทุนในการผันน้ำขึ้นมาใช้จำนวนหลายล้านบาท มากเกินกำลังของชาวบ้านที่ต้องการช่วยเหลือตัวเอง
          จึงตัดสินใจหันกลับมาใช้วิธีใช้เครื่องสูบน้ำส่งน้ำขึ้นมาในหมู่บ้านตามเดิม แต่ยังคงประสบปัญหาแบบเดิม คือ ใช้ได้เพียง 2-3 เดือนเครื่องสูบน้ำก็ไหม้เสียหายอีก
          กระทั่งการประชุมประชาคมหมู่บ้านในครั้งหนึ่ง มีชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่า ขณะกำลังใช้สายยางรดน้ำต้นไม้เห็นว่าสายยางมีรูรั่ว จึงพับสายยางไว้ เพื่อไม่ให้น้ำไหลทิ้ง พบว่าน้ำกลับมีแรงดันเพิ่มขึ้น น่าจะนำมาใช้กับเครื่องสูบน้ำได้
          ที่ประชุมจึงทดลองนำท่อพีวีซีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 นิ้ว ยาวประมาณ 1 เมตร ตัดต่อเข้ากับท่อพีวีซีที่ใช้เป็นท่อส่งน้ำเข้าหมู่บ้าน แต่แรงดันน้ำก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่คิดกันไว้ และกลับทำให้เครื่องสูบน้ำพังเร็วกว่าปกติอีก
          แต่กลุ่มชาวบ้านที่เป็นนักคิดค้นประดิษฐ์ยังไม่ท้อถอย พยายามใช้วิธีดังกล่าวทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกระทั่งมีผู้เสนอว่าจะทดลองนำวิธีการสูบลมเข้า-ออก ของช่างตีเหล็กมาลองใช้ดู
          ด้วยเหตุผลว่า การตีเหล็กของช่างเหล็กต้องเป่าลมเข้าไปในเตาไฟ เพื่อเร่งถ่านให้ไฟลุกโชนใช้หลอมละลายเหล็กในระดับที่ต้องการ และการเป่าลมของช่างตีเหล็กจะมีคันโยกใช้สูบลมสลับกันไปมา
          กลุ่มชาวบ้านจึงนำท่อพีวีซีมาเชื่อมต่อกับท่อใช้ส่งน้ำจาก 1 ท่อให้เป็น 2 ท่อ ทิ้งระยะห่างกันราว 0.30 เมตร เมื่อทดลองสูบน้ำให้ไหลผ่าน พบว่าเกิดการทำปฏิกิริยาระหว่างท่อน้ำ 2 ท่อ คือ ในท่อน้ำขนาดความยาว 1 เมตร จะมีน้ำอยู่ราว 60 เซนติเมตร ส่วนที่เหลืออีก 40 เซนติเมตรจะเป็นอากาศ
          ท่อน้ำทั้ง 2 ท่อ ทำหน้าที่คล้ายลูกสูบ คือ อากาศจะไหลเวียนสลับผ่านท่อน้ำหนึ่งส่งต่อไปยังอีกท่อน้ำหนึ่ง เมื่อท่อน้ำท่อใดมีอากาศอัดแน่น ท่อจะทำหน้าที่ดันน้ำให้ไหลไปหาที่ว่าง นั่นคือถังใช้เก็บน้ำของหมู่บ้าน
          โดยไล่ลำดับกันไปเป็นทอดๆ ส่วนอากาศที่เข้ามาอยู่ในท่อได้ เพราะถูกดูดขึ้นมาพร้อมกับน้ำ แต่ก่อนที่ไม่มีการติดตั้งท่อให้มีช่องว่างของอากาศ เมื่อเครื่องสูบน้ำดูดอากาศเข้ามาอยู่ในท่อ และอากาศถูกอัดจนแน่น ทำให้เกิดเป็นสุญญากาศดันกลับมาที่เครื่องสูบน้ำ จึงทำให้แรงดันน้ำลดลงเรื่อยๆ และมีผลทำให้เครื่องสูบน้ำไหม้ดังกล่าว
          การค้นพบระบบกลไกหมุนเวียนของอากาศโดยบังเอิญครั้งนี้ ชาวบ้านตั้งชื่อระบบนี้ว่า "แอร์แว" มีความหมายอย่างตรงตัว "แอร์" ในภาษาอังกฤษหมายถึง อากาศ ส่วนคำว่า "แว" เป็นภาษาท้องถิ่นแปลว่า "เวียน" เมื่อรวมกัน "แอร์แว" คือ อากาศที่แวะเวียนไปเวียนมาอยู่ในท่อน้ำ
          หลังการค้นพบระบบหมุนเวียนของอากาศภายในท่อส่งน้ำพีวีซี ทำให้บ้านผาชันไม่ต้องประสบภาวะขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ และยังมีน้ำใช้ทำเกษตรกรรมในฤดูแล้ง

          นอกจากนี้ ระบบ "แอร์แว" ที่กลุ่มชาวบ้านผาชันใช้ภูมิปัญญาคิดค้นประดิษฐ์ขึ้นมาใช้เอง ยังได้รับคัดเลือกจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จาก 1,200 โครงการ ให้เป็นสิ่งประดิษฐ์ชนะเลิศอันดับ 1 ในสิ่งประดิษฐ์ 8 ชนิด ที่ส่งเข้าร่วมประกวดในปี 2550 ด้วย ที่สำคัญ "แอร์แว" เป็นระบบที่ขจัดปัญหาเรื่องน้ำที่เกษตรกรทุกคนสามารถผลิตใช้ได้เอง เพราะมีราคาเพียง 800 บาท เท่านั้น
   



Windows 7: Simplify your PC. Learn more.

ถึงเวลารื้อรถไฟ-ถึงเวลากำจัดเหลือบ ล้างทุจริต !?

on วันศุกร์, ตุลาคม 30, 2009

เรียนพี่น้องเกษตรกร/ชางนาและสมัชชาคนจนบนเขื่อนราษีไศลที่นับถือ.
 
           แล้วถึงเวลารื้อโครงสร้าง(กรม)การบริหารจัดการน้ำ - ถึงเวลากำจัด
 
เหลือบ ริ้น ไร ล้างทุจริต โครงสร้าง(กรม)การบริหารจัดการน้ำหรือยัง? ครับ.
 
เขื่อนเก่าปล่อยปละละเลย แสะไปสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ขึ้นมาใหม่ในราคาที่
 
แสนแพง โดยการอ้างเพียงจำนวนพื้นที่การเกษตรที่จะได้รับประโยชน์ ซึ่งจะ
 
ได้จริงหรือไม่อย่างไร? ไม่มีไครตรวจสอบ.
 
           พี่น้องครับ พวกเราก็เหมือนการรถไฟแห้งประเทศไทยที่รอวันสิ้น
 
สลาย    พวกเราต้องสู้และสู้ต่อไปครับ.
 
                      ด้วยจิตรคารวะ
 
             ประชุม สุริยามาศ. วย.๗๗๗
 
 
 
 
 
 
 

ถึงเวลารื้อรถไฟ-ถึงเวลากำจัดเหลือบ ล้างทุจริต !?
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2552 00:30 น.


"ผ่าประเด็นร้อน"
       

       ในที่สุดพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยจำนวน 6 คน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ก็ถูกไล่ออกตามคำสั่งของ ผู้ว่าการรถไฟฯ ยุทธนา ทัพเจริญ โดยเป็นการใช้คำสั่งที่ลงวันที่ย้อนหลัง
       
       น่าสังเกตก็คือเป็นคำสั่งไล่ออกหลังจากที่ทางสหภาพแรงงานการรถไฟสาขาหาดใหญ่กับตัวแทนฝ่ายบริหาร ฝ่ายปกครองรวมไปถึงหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ที่มีถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานสามารถบรรลุข้อตกลงจนเปิดการเดินรถตามปกติ
       
       แต่คำสั่งดังกล่าวของผู้ว่าการรถไฟฯเสมือนจงใจทำให้ปัญหาบานปลาย รวมไปถึงเจตนาที่จะทำลายพนักงานโดยเฉพาะสหภาพการรถไฟที่กำลังเรียกร้องให้มีการปลดเขาให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีพฤติกรรมส่อไปทางทุจริต และปัดความรับผิดชอบ
       
       แม้ว่าต้องยอมรับความจริงอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 สัปดาห์ที่มีการหยุดเดินรถไฟในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ และภาพความเป็นผู้ร้ายได้ตกอยู่กับสหภาพรถไฟสาขาหาดใหญ่ รวมไปถึงสหภาพการรถไฟทั้งหมดอีกด้วย
       
       ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าได้พ่ายเกมมวลชน จนถูกมองเป็นลบจากสังคม !!
       
       อย่างไรก็ดีหากพิจารณาอีกมุมหนึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้เริ่มปะทุมาจากอุบัติเหตุรถไฟตกรางที่สถานีเขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบครีรีขันธ์เมื่อต้นเดือนตุลาคม จนมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
       
       แต่กลับกลายเป็นว่าฝ่ายที่ตกเป็นแพะมีความผิดเพียงฝ่ายเดียวคือพนักงานขับรถ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเป็นเรื่องที่จะต้องรับผิดชอบไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ผู้บริหารตั้งแต่ผู้ว่าการรถไฟฯไปจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะต้องร่วมรับผิดชอบด้วย จะปฏิเสธไม่ได้เป็นอันขาด
       
       หรือแม้แต่การแสดงสปิริตเหมือนกับที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งล่าสุดกรณีเกิดอุบัติเหตุรถไฟชนกันที่ประเทศอียิปต์เมื่อสองสัปดาห์ก่อนจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากเช่นเดียวกัน แต่รัฐมนตรีขนส่งก็ได้ยื่นใบลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบในทันที แล้วปล่อยให้มีการสอบสวนหาสาเหตุอย่างเต็มที่
       
       แต่กรณีของไทยกลับตรงกันข้ามฝ่ายบริหารกลับปัดความรับผิดชอบ นั่งทับปัญหา
       นอกจากนี้ยังไม่นับกรณีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เคยสรุปความผิดของ ยุทธนา ทัพเจริญ สมัยที่เป็นรองผู้ว่าฯการรถไฟฯในกรณีที่เป็นประธานพิจารณาเช่าที่ดินบริเวณตลาดนัดซันเดย์เมื่อหลายปีก่อน
       
       ขณะที่ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โสภณ ซารัมย์ ก็เป็นตัวแทนของกลุ่มการเมืองอิทธิพลในบุรีรัมย์ที่บุกรุกที่ดินการรถไฟบนเขากระโดงและยังมีพฤติกรรมอันอื้อฉาวมานับไม่ถ้วน
       
       เมื่อกลับมาพิจารณาถึงข้อเรียกร้องของพนักงานและสหภาพการรถไฟฯก็จะพบว่าเป็นการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบสภาพหัวรถจักรและอุปกรณ์การเดินรถให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์เพื่อความปลอดภัยของพนักงานขับรถเองและผู้โดยสาร ไม่ใช่เป็นการเรียกร้องเรื่องสวัสดิการหรือผลประโยชน์ของตัวเอง
       
       และแม้ว่าการหยุดเดินรถในครั้งนี้จะต้องมีการสอบสวนเพื่อพิจารณาหาผู้กระทำผิด ซึ่งต้องกระทำกันอย่างตรงไปตรงมาและไม่มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง
       
       แต่การด่วนออกคำสั่งไล่ออก 6 พนักงานของผู้ว่าการรถไฟถือว่ามีเจตนาที่น่าสงสัย เสมือนสมคบกับฝ่ายการเมืองที่ต้องการสำทับให้สังคมมองว่าพนักงานทำผิด ตกเป็นผู้ร้ายเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่มีการสอบสวนอย่างเป็นธรรม
       
       ซึ่งวิธีการดังกล่าวน่าจะเป็นการทำร้ายการรถไฟให้ปั่นป่วนตามมาอีกทั้งที่น่าจะคลี่คลายลงได้ในระดับหนึ่ง
       

       อีกทั้งเมื่อวานนี้(29 ต.ค.) ฝ่ายบริหารยังมีการแถลงผลการดำเนินการของรถไฟในปี 2551 ว่ามีการขาดทุนเป็นประวัติการณ์คือ 10,202 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2550 ที่ขาดทุนจำนวน 7,864 ล้านบาท และพยายามชี้ให้เห็นว่าจากการประท้วงของสหภาพแต่ละครั้งทำให้ขาดทุนครั้งละไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ทั้งที่โดยความเป็นจริงแล้ว นี่คือการประจานผลงานการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง แต่ปัดความรับผิดชอบ
       
       ล่าสุดวานนี้(29 ตุลาคม) รถไฟขบวนวงเวียนใหญ่-มหาชัยได้เกิดอุบัติเหตุตกรางอีก แต่โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต กรณีที่เกิดขึ้นจะชี้หน้ากล่าวโทษพนักงานขับรถแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกหรือ
       
       อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่าจับตาก็คือ การนัดหารือกันทุกฝ่ายทั้ง กระทรวงคมนาคม ผู้บริหารการรถไฟฯและสหภาพการรถไฟ โดยมีนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธาน เพื่อหาทางออกในการปฏิรูปการรถไฟอย่างขนานใหญ่ ซึ่งต้องมาพิจารณากันต่อไปว่าจะออกมาในรูปไหน
       
       เพราะ โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้แย้มออกมาล่วงหน้าแล้วว่าจะเพิ่มรายได้ลดการขาดทุนด้วยการนำเอกชนเข้ามาทำประโยชน์บนที่ดินของการรถไฟ ซึ่งก็พอมองออกว่าเป็นเอกชนกลุ่มไหน และใครได้ประโยชน์
       
       ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากปัญหาทั้งหมดก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปฏิรูปการรถไฟกันทั้งระบบ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้ประโยชน์ และได้รับความสะดวกในการเดินทาง ไม่ใช่นักการเมืองและกลุ่มที่ใกล้ชิดการเมืองเข้ามาแสวงหาประโยชน์อย่างที่เป็นอยู่ และถึงเวลากวาดล้างทุจริต เอาเหลือบที่เกาะกินออกไปให้หมด
       
       ที่สำคัญต้องมีการสอบสวนคนที่กระทำผิดอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม นี่แหละคือหลักการที่จะทำให้การรถไฟพัฒนารุดหน้าไปได้ แต่ทุกอย่างก็ต้องขึ้นอยู่กับความกล้าหาญของนายกรัฐมนตรีด้วย !!

 
 

 
ความคิดเห็นที่ 9 +22 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอให้กำลังใจท่านสาทิต แก้วหวานและสหภาพการรถไฟหาดให่ญ ให้กู้ชาติ กู้การรถไฟไทยให้ดี มีความปลอดภัยแก่ประชาชน และล้างทุจริตในการรถไฟไทยให้สิ้นทรากจากระบอบเนวิน
กนก เสื้อเหลือง
ความคิดเห็นที่ 7 +17 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เห็นด้วยกับการปฏิรูปการรถไฟไทย สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและกระบวนการบริหารงาน เพราะเขานั่งบริหารอยู่ในห้องแอร์ ไม่เคยออกไปดูสภาพภายนอกเลย ดูง่ายๆ บริเวณสถานีรถไฟแทบทุกแห่งในเขต กทม. มีแต่เศษขยะสกปรกมากๆ เท่านี้ก็มองเห็นความสกปรกของการบริหารแล้ว... ควรพัฒนาอย่างจริงจัง โปร่งใส ตรวจสอบได้ครับ
พงษ์
ความคิดเห็นที่ 1 +13 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมก็เป็ลลูกค้าการรถไฟคนหนึ่งน่ะ ผูบริหารน่าจะมีความรับผิดชอบมากกว่านี้น่ะ ไม่ใช่โทษพนักงาน เจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียว คุณลองนึกดูซิองค์กรจะพัฒนาได้ ผู้บริหารต้องก้าวหน้า ไม่ใช่เล่นซุกผลประโยชน์ แอบอิงนักการเมือง
p''
ความคิดเห็นที่ 5 +10 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ฟรีทีวีประโคมข่าวทุกวัน แต่ไม่มีการสาวเบื้องลึก
รายงานแต่สถานการณ์ปัจจุบัน ชาวบ้านเข้าใจผิด
สหภาพรับไปเต็มๆ น่าเห็นใจ
MM
ความคิดเห็นที่ 6 +9 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ที่มันแปลกก็คือ รัฐบาลให้งบประมาณมหาศาลในการทำถนน แต่ละเลยกับงบพัฒนารถไฟ จะปล่อยให้มันแห้งตายไปเอง เป็นอย่างนี้มาทุกรัฐบาลเลย เป็นไปได้ไง
แอมเปิ้ล ชิต



Windows 7: It works the way you want. Learn more.

ปฏิบัติการล้มแบงก์บีบีซี อดีตและปัจจุบันของเนวิน-สุเทพ

เรียนพี่น้องเกษตรกร/ชาวนาและสมัชชาคนจนบนเขื่อนราษีไศลที่นับถือ.
 
     เรื่องที่อยากให้พี่น้องทุกคนอ่าน ครับ.
 
             ด้วยจิตรคารวะ
 
     ประชุม สุริยามาศ. วย.๗๗๗
 
ปฏิบัติการล้มแบงก์บีบีซี อดีตและปัจจุบันของเนวิน-สุเทพ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2552 00:37 น.


การสั่งปิดธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือแบงก์บีบีซี เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2539 คือโดมิโนตัวแรกที่ล้มลง ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดวิกฤตการณ์การเงินครั้งร้ายแรงที่สุดของไทยในอีก 14 เดือนต่อมา และลุกลามขยายไปทั่วเอเชีย
       
       ผู้ที่ผลักโดมิโนตัวนี้ให้ล้มลง คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนำเรื่อง การฉ้อโกงในแบงก์บีบีซีมาอภิปรายอย่างละเอียด เผยให้เห็นถึงกลโกงที่สลับซับซ้อนในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2539
       
       ข้อมูลที่นายสุเทพแฉออกมากลางสภาฯ และมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ สร้างความตกตะลึงให้กับประชาชนทั่วประเทศ จนมีการแห่ไปถอนเงินจากธนาคาร เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยถึงการฉ้อโกงกันอย่างมโฬารในธนาคารระดับกลาง จนนายบรรหารต้องสั่งให้นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น สั่งปิดแบงก์บีบีซี และตั้งคณะกรรมการควบคุม เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2539
       
       การอภิปรายของนายสุเทพ ยังมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เพราะข้อมูลที่นายสุเทพเปิดเผยออกมา แสดงถึงความไม่โปร่งใสของระบบธนาคารของไทย และความไม่น่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยรู้ว่าแบงก์บีบีซีมีปัญหามาตั้งแต่ปี 2535 และ ส่งคนเข้าไปควบคุมการดำเนินงาน แต่กลับปล่อยให้นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กรรมการผู้จัดการแบงก์ และนายราเกซ สักเสนา ที่ปรึกษา สร้างความเสียหายให้ธนาคารต่อไป
       
       นักลงทุนต่างชาติจึงไม่แน่ใจว่ายังจะมีธนาคารอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมเหมือนแบงก์ บีบีซี อีกหรือไม่ จึงทยอยถอนเงินลงทุนออกไปอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มีความมั่นใจในระบบการเงินและการกำกับดูแลของแบงก์ชาติ การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ บวกกับการโจมตีค่าเงินบาทของนักเก็งกำไร นำไปสู่ การประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540
       
       นายสุเทพนำเรื่องแบงก์บีบีซีมาอภิปรายในสภาฯครั้งนั้น เพราะต้องการเล่นงานนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีคนอื่นๆที่สังกัด กลุ่ม 16 เป็นการแก้แค้น เอาคืน ที่ก่อนหน้านั้น 1 ปี ในเดือนพฤษภาคม 2538 นายเนวิน และกลุ่ม 16 เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน อภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กรณี สปก 4-01 โดยพุ่งเป้าไปที่นายสุเทพ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร จนทำให้พรรคพลังธรรม ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล นายชวน หลีกภัย ต้องประกาศ ยุบสภา เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม
       
       หลังการเลือกตั้งวันที่ 2 กรกฎาคม 2538 พรรคชาติไทยได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี นายเนวิน ได้เป็นรัฐมนตรีครั้งแรกในชีวิต สมาชิกกลุ่ม 16 หลายคน ได้เป็นรัฐมนตรีด้วย เช่น นายสุชาติ ตันเจริญ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายไพโรจน์ สุวรรณฉวี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
       
       กลุ่ม 16 เป็นการรวมตัวกันของนักการเมืองรุ่นใหม่ ในปี 2535 ส่วนใหญ่เป็น ส.ส.พรรคชาติไทย และพรรคชาติพัฒนา เช่น นายเนวิน นายไพโรจน์ นายจำลอง ครุฑขุนทด นายสุชาติ นายธานี ยี่สาร นายวราเทพ รัตนากร นายสรอถถร กลิ่มประทุมฯลฯ โดยก่อตั้งกลุ่มขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2535
       
       ข้อมูลที่นายสุเทพนำมาอภิปรายในสภาฯ ชี้ให้เห็นว่า นักการเมืองกลุ่ม 16 มีพฤติกรรม ผ่องถ่ายเงิน ออกจากแบงก์บีบีซี ร่วมกับนายเกริกเกียรติ และนายราเกซ ด้วยการตั้งบริษัทตุ๊กตา หรือบริษัทกระดาษขึ้นมาเพื่อกู้เงินจาก บีบีซี โดยสร้างหลักทรัพย์เทียม คือ นำที่ดินรกร้าง หรือที่ดินในต่างจังหวัดที่ทีราคาถูกๆ มาวางเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน แล้วตีราคาสูงๆ เช่น ราคาจริงเพียงไร่ละ 30,000 บาท ก็ตีราคาเป็น 300,000 บาทเป็นต้น
       
       นับเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท ที่กลุ่ม 16 ยักยอกเอาออกไปจากแบงก์บีบีซี
       
       การอภิปรายของนายสุเทพในครั้งนั้น ทำให้รัฐมนตรีกลุ่ม 16 คือนายเนวิน นายสุชาติ และนายไพโรจน์ ต้องลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 23 พฤษภาคม 2539
       

       
       อีกรูปแบบหนึ่งของการปล้นแบงก์บีบีซี คือ การสร้างข่าวเทคโอเวอร์บริษัทใสตลาดหุ้น โดยนายราเกซ เป็นผู้วางแผน และจัดฉากทั้งหมด ตั้งแต่ อุปโลกน์ผุ้ซื้อซึ่งมักจะเป็นเจ้าชายอาหรับ เศรษฐีรัสเซีย หาเงินกู้เพือ่การเทคโอวเอร์ คือ เงินจากแบงก์บีบีซี โดยการอนุมัติของนายเกริกเกียรติ และตั้งบริษัทกระดาษขึ้นมารับซื้อต่อ
       
       นักการเมืองกลุ่ม 16 หลายคน สวมบทนักลงทุนเข้าไปไล่ซื้อหุ้นเหล่านี้ ซึ่งมีหลายบริษัทเช่น บริษัทน้ำมันพืชไทย, ชลประทานซิเมนต์, มรกตอินดัสตรีส์ และเซมิคอนดัคเตอร์ เป็นต้น โดยใช้เงินของ บีบีซี เมื่อราคาสูงขึ้นก็ขายทิ้งทำกำไร
       
       ความเสียหายทีเกิดขึ้นกับแบงก์บีบีซี ณ วันที่ถูกปิดคิดเป็นมูลค่าถึง 120,000 ล้านบาท
       
       นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ สมัยที่เป็นคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ เคยให้สัมภาาณ์รายการจับชีพจรข่าว ทางวิทยุคลื่น 96.5 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2547 ว่า เคยเดินไปทางไปพบนายราเกซ ที่แคนาดา และนายราเกซได้สารภาพว่า ให้เงินใครบ้าง โดยนายราเกซทำเป็นเอกสารและเซ็นชื่อรับรอง มอบให้นายกอร์ปศักดิ์
       
       นายเกริกเกียรติ และนายราเกซ กับพวก ถูกดำเนินคดี ฐานยักยอกทรัพย์แบงก์บีบีซี และความผิดต่อ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวม 17 คดี ศาลพิพากษาไปแล้ว 9 คดี ยกฟ้อง 2 คดี อีก 7 คดีศาลสั่งจำคุกนายเกริกเกียรติรวมทุกคดี 110 ปี ปรับเป็นเงิน 22,000 ล้านบาท
       
       ส่วนนายราเกซหลบหนีไปอยู่แคนาดา ถ้าศาลฎีกาแคนาดายกคำร้องของนายราเกซที่คัดค้านคำของของอัยากรไทยให้ส่งตัวกลับมาดำเนินคดี นายราเกซ ก็ต้องกลับมาขึ้นศาลที่ประเทศไทย
       
       สำหรับนักการเมืองกลุ่ม 16 ไม่มีใครต้องรับผิดสักคน หลายๆ คนเป็นแกนนำตัวจริงในรัฐบาลนี้ เช่น นายเนวิน นายสุชาติ และนายไพโรจน์ ส่วนนายสุเทพ ลืมสิ่งที่ตัวเองเคยอภิปรายไว้เมื่อ 13 ปีก่อน หันมาสนใจกับผลประโยชน์ในปัจจุบัน และอนาคต

ข่าวล่าสุด ในหมวด
ปฏิบัติการล้มแบงก์บีบีซี อดีตและปัจจุบันของเนวิน-สุเทพ
จากบาฮามาส ถึง พนมเปญ หนังม้วนเก่าของ"ทักษิณ"
"ฮุนเซน" เป็นเบี้ย หรือเป็น เหยื่อ ของทักษิณ ?
เผยโฉม ย. กับ ว. ในตลาดหุ้น อย่าลาก"หมอยง"มาเป็นแพะ
ปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ ขอให้ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพกับ การบินไทย
5 อันดับข่าวยอดนิยมของหมวด
เคาะข่าวริมโขง : ชมอีกครั้ง "สตีเฟน ยัง" ตีแผ่สันดานชั่ว "นช.แม้ว"
เปิดตัว "ลูกป๋ารายล่าสุด" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำ ตท.12 รับศึก "ทหารรับจ้างทักษิณ"
พันธมิตรฯ แถลงหนุนปกป้อง "มาบตาพุด" - ไล่ผู้บริหารรถไฟโกง-ประณาม "เพื่อแม้ว" รวมหัวเขมรย่ำยีชาติ
"สุนัย" แฉ "นช.แม้ว" แหลรักประชาธิปไตย ทั้งที่เคยหนุนหลัง รบ.เผด็จการ ยึดอำนาจพม่า
จากบาฮามาส ถึง พนมเปญ หนังม้วนเก่าของ"ทักษิณ"
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงความคิดเห็นผ่านเว็บบอร์ด
จำนวนคนอ่าน 18281 คน
 
ความคิดเห็นที่ 26 +10 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
รายชื่อสมาชิก สส.กลุ่ม 16 ที่รวมรวมได้ พรรคสังกัดในขณะนั้น มีดังต่อไปนี้

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคชาติพัฒนา (ปัจจุบันสังกัดพรรคพลังประชาชน)
นายเนวิน ชิดชอบ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคชาติไทย
สุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคชาติไทย
ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา
นายจำลอง ครุฑขุนทด ส.ส.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา
นายสนทยา คุณปลื้ม สส.ชลบุรี พรรคชาติไทย
นายวิทยา คุณปลื้ม ส.ส..ชลบุรี พรรคชาติไทย
นายธานี ยี่สาร ส.ส.เพชรบุรี พรรคชาติไทย
สรอรรถ กลิ่นประทุม ส.ส.ราชบุรี พรรคชาติไทย
นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคชาติไทย
นายวราเทพ รัตนากร ส.ส.กำแพงเพชร พรรคชาติไทย
นายอิทธิ ศิริลัทธยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคชาติพัฒนา
นายประวัฒน์ อุตตะโมต ส.ส.จันทบุรี พรรคชาติพัฒนา
นายยิ่งยศ อรุณเวสสะเศรษฐ ส.ส.ระยอง พรรคชาติไทย
นายทรงศักดิ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคชาติไทย
นายบรรจง โฆษิตจิรนันท์ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคชาติไทย
พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคนำไทย
นายเกษม รุ่งธนเกียรติ ส.ส.สุรินทร์ พรรคชาติไทย
นายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี พรรคพลังธรรม
นายเฉลิมชัย อุฬารกุล ส.ส.สกลนคร พรรคความหวังใหม่
ร้อยตรีหญิงพนิดา เกษมมงคล ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคชาติไทย
ขอบคุณ คห.๒๔
ความคิดเห็นที่ 15 +10 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มีวิธีไหนบ้างนะที่จะเอาไอ้พวกวรนุชพวกนี้ติดคุกชดใช้กรรมที่มันทำกับประเทศไทย กับคนไทย

ต้องปล่อยให้มันล้างผลาญเงินของประเทศไปอีกเท่าไหร่กัน

สงสารตัวเองว่ะ สงสารประเทศไทย

ไม่เคยไปทำอะไรให้คนพวกนี้เดือดร้อนเลย แค่ทำงานหากินเลี้ยงครอบครัวเลี้ยงพ่อแม่

ภาษีก็จ่ายแต่ทำไมต้องมาโดนนักเลง มาเฟียในคราบตัวแทนประชาชนพวกนี้ทำร้ายเอาด้วยก็ไม่รู้
ตต
ความคิดเห็นที่ 28 +6 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ภาพเฮี่ยสมสู่กับตะกวด
ฝนตกขี้หมูไหล คนจานไรมาสมสู่กัน
ประเทศไทย


New Windows 7: Find the right PC for you. Learn more.

ศาลสั่งเบรคโครงการประปา3พันล้านโคราช

 เรียนพี่น้องเกษตรกร/ชาวนา และชาวเมืองนครราชสีมาที่นับถือ.

 
          ผมเพิ่งค้นเจอคำสั่งศาลปกครองสูงสุดครับ เชิญอ่านได้เลยครับ
 
และอย่างไปตกใจกับคำขู่จากทุนนะครับ เขื่อนลำตะคองยังให้บริการน้ำดิบได้
 
อย่างพอเพียงและอีกยาวนานครับ. ผมได้ทำนายไว้นานแล้วไงครับว่าอีกไม่
 
นานการประปาโคราชจะต้องหันกลับมาใช้น้ำดิบจากเขื่อนลำตะคองในการผลิต
 
น้ำประปาครับ ยังไม่ทันไร? ก็เป็นจริงแล้วนะครับ
 
          พี่น้องชาวเมืองนครราชสีมาครับ ได้โปรดกรุณาช่วยกันปกป้องรัฐ
 
ธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ด้วยนะครับ และก็อย่างลืมช่วยกันรักษ์ลำตะคองด้วยนะ
 
ครับ.
 
                     ด้วยจิตรคารวะ
 
             ประชุม สุริยามาศ. วย.๗๗๗
 
 
 

ศาลสั่งเบรคโครงการประปา3พันล้านโคราช

Bookmark and Share
    คมชัดลึก :ศาลปกครองสูงสุดรับฟ้องโครงการก่อสร้างระบบประปา มูลค่า 3 พันล้านบาท พร้อมสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการก่อสร้างไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำพิพากษา "ชิโนไทย"อึ้งหลังโครงการก่อสร้างไปแล้วกว่า 70 เปอร์เซนต์ ชลประทานชี้หากนำน้ำจากเขื่อนลำแซะ ปีละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร มาผลิตน้ำประปาบริการผู้ใช้น้ำในตัวเมืองโคราช เกษตรกร 3 อำเภอไม่มีน้ำใช้หน้าแล้ง
    แผนกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยกระทรวงพาณิชย์, ม. ศรีปทุม, Google เพื่อธุรกิจไทย ก้าวไกลสู่ตลาดโลกwww.Google.co.th/sme2009

     (19 ต.ค.)นายธีรพล รัตนประยูร ประธานกลุ่มรักษ์ลำแซะ เปิดเผยว่า หลังจากที่กลุ่ม โดยสมาชิก 91 คนได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด  ต่อการพิจาณาของศาลปกครองนครราชสีมา คดีหมายเลขดำที่ 174/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 287/2552 เรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง กรณีการคัดค้านโครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค -บริโภค เทศบาลนคร นครราชสีมา  โดยก่อสร้างระบบประปาที่ต้องใช้น้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำแซะ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา โดยรัฐบาลอุดหนุน  งบประมาณ 2,207.80 ล้านบาท  และเทศบาลนครนครราชสีมา สมทบ 946.20 ล้านบาท รวม 3,154 ล้านบาท

     โดย เทศบาลนคร นครราชสีมา เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 กรมชลประทาน เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 2 โดยรายละเอียดการของโครงการขนาดใหญ่ดังกล่าวไม่ผ่านการทำประชาพิจารณ์ ตารมรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 และจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ใช้น้ำเพื่อการเกษตรจากเขื่อนลำแซะ หากมีการนำน้ำจากเขื่อนลำแซะมาใช้ในการผลิตประปาตามโครงการเพื่อบริการผู้ใช้น้ำประปาในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา และล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งรับฟ้องแล้ว และดำเนินการตามคำขอให้ระงับการก่อสร้างระบบประปานี้ไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา หรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

     นายธีรพล กล่าวว่า เมื่อศาลปกครองสูงสุดได้ดำเนินการคำขอให้ระงับการก่อสร้างไว้ชั่วคราวแล้ว การก่อสร้างระบบประปา ก็ต้องระงับไว้ก่อน แต่เทศบาลก็ยังมีเวลาในการยื่นคัดค้านได้ภายใน 30 วัน และก่อนหน้านี้ ตนและพวกได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองนครราชสีมา ในกรณีเดียวกัน แต่ในขณะนั้นข้อมูลเรื่องปริมาณน้ำในเขื่อนลำแซะ ยังไม่ชัดเจน ล่าสุดศาลปกครองสูงสุดได้ขอให้ตัวแทนกรมชลประทานไปให้ข้อมูลเรื่องปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมีเอกสารเดิมช่วงที่ยังก่อสร้างเขื่อนลำแซะไม่เสร็จ ที่กรมโยธาธิการ เคยทำเรื่องถึงอธิบดีกรมชลประทาน ว่าจะขอใช้น้ำจากเขื่อนลำแซะ ปีละ 30-40 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่กรมชลประทานได้แจ้งกลับว่า หากมีการใช้น้ำในปริมาณดังกล่าวก็จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ในเขต อ.ครบุรี อ.โชคชัย และ อ.ปักธงชัย จนไม่สามารถเพาะปลูกพืชในฤดูแล้งได้เนื่องจากน้ำไม่พอ

     ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อสอบถามกับคณะผู้บริหารเทศบาลนคร นครราชสีมา ถึงการดำเนินการตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด  แต่ปรากฏว่า ไม่มีใครให้รายละเอียดได้ โดยนายอารมณ์ ทางตะคุ ปลัดเทศบาล ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศแถบยุโรป ขณะที่นายสุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศมนตรี พร้อมคณะ เดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น

     ทั้งนี้ จากการตรวจสอบการก่อสร้างโครงการก่อสร้างระบบประปา มูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท ในเขตบ้านใหม่หนองบอน หมู่ 6 ต.ด่านเกวียน และจุดที่วางท่อน้ำประปาในเขตอ.เมืองนครราชสีมา ทั้งสองแห่งพบยังคงมีการปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามปกติ

     นายสายัน นุพันธ์ ผู้รับจ้าง บริษัท ชิโนไทย จำกัด หน. ผจก.โครงการ ฯ กล่าวด้วยน้ำเสียงตกใจ โดยอ้างว่า เพิ่งรับทราบจากผู้สื่อข่าวว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้ระงับโครงการฯ และชี้แจงว่าขณะนี้โครงการ ฯ ที่เป็นสัญญาจ้างเลขที่ 3/2550 ลงวันที่ 13 สค.2550 เริ่มสัญญา 18 กย.50 สิ้นสุดสัญญา 1 พย.2553 รวมระยะเวลาดำเนินการ 1,140 วัน โดยเป็นการดำเนินการโดย กิจการร่วมค้า เอส เอ ( บริษัท ชิโน-ไทย และ บริษัท อาคาวาไทย จำกัด ) ที่ปรึกษา และควบคุมงานก่อสร้าง โดย บริษัท ไทย เอ็ม เอ็ม จำกัด ล่าสุดได้รุดหน้าไปกว่า 70 % พร้อมกับวัสดุ อุปกรณ์ ก็มีการติดต่อซื้อล่วงหน้า ซึ่งส่วนหนึ่งต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยมีการจอง และจัดซื้อไปแล้วกว่า 90 % รวมมูลค่าทั้งหมดในขณะนี้กว่า 2,600 ล้านบาท ส่วนการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนี้ เพราะไม่ทราบคำสั่งศาล ฯ จริง ๆ จึงขอติดต่อ ปรึกษา กับผู้บริหารก่อน สำหรับการฟ้องร้องชดใช้ค่าเสียหาย ก็เป็นหน้าที่ของที่ปรึกษาฝ่ายกฏหมายที่จะต้องดำเนินการ


    Windows 7: It works the way you want. Learn more.

    ข่าวการเมือง ประปาโคราชวิกฤติ ศาลระงับโครงการ 2ล้านคนเดือดร้อน

    เรียนพี่น้องชาวเมืองนครราชสีมาทุกๆท่านที่นับถือ.
     
            อย่าไปตกใจกับข่าวข้างล่างนี้เป็นอันขาดนะครับ การปรปาโคราชบ้าน
     
    เราจะไม่มีวันวิกฤติหนักตามข่าวนี้อย่างเด็ดขาดครับ ผมขอยืนยัน.กรุณาดูกราฟน้ำไหลลงเขื่อน ลำตะคอง และกราฟน้ำไหลลงเขื่อนลำแซะตามที่ผมได้นำเสนอข้างบนนี้ครับ. และกรุณาเข้าไปอ่านข้อมูลและเหตุผลสนับสนุนความเห็นของผมได้ใน.
     
             http://www.msuriyamas.blogspot.com
     
             เขื่อนลำตะคองยังมีศักญ์ภาพ(ประสิทธิ์ภาพในการกักเก็บน้ำ) เหนือกว่าเขื่อน ลำแซะ อยู่มากครับ ยังแข็งแรงกว่า มีเพียงบางปีเท่านั้นที่โคราชบ้านเราแล้งนาน เช่นปี ๒๕๔๘ แล้งยาวนานถึง ๑๐ เดือน. ซึ่งเป็นธรรมดา และหากมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำไหลลงเขื่อนน้อย และน้ำจากลำตะคองช่วงระหว่างต้นน้ำบนเขาใหญ่ ไม่ถูกเอกชนแย่งไปมากเกินความจำเป็นแล้วละก็ ปริมาณน้ำที่จะใช้ในการอุปโภค บริโภค การพานิชย์ และการเกษตรกรรม ยังมีพอเพียงครับ.
     
              เพียงพวกเรารักษ์ลำตะคองเท่านั้น คือช่วยกันดูแลและอนุรักษ์ลำตะคองตั้งแต่เขื่อนลำตะคอง จนผ่านถึงต้วเองโคราช ช่วยกันรักษาทางน้ำอย่าให้ต้นเขินและมีการรุกล้ำและช่วยกันป้องกันน้ำเสียอย่าให้ไหลลงลำตะคองอย่างเด็ดขาด พี่น้องก็จะยังคงมีน้ำใช้ในการอุปโภค บริโภค การพานิชย์ และการเกษตรกรรมอย่างพอเพียงไปอีกนานครับ.
     
               ช้างนี้การเมืองเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น พี่น้องประชาชนค้นหาความจริงได้มากขึ้น และผมเองก็กำลังรณณรงให้คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้กล้าตัดสินใจแกไขปัญหาเขื่อนปากมูน เขื่อนราษีไศล เขื่อนหัวน่ และอีก ๑๒ เขื่อนในโครงการโขง ชี มูน อยู่และผมยังเชื่อมั่นว่า ท่านนายกจะเชื่อข้อมูลจากพี่น้องประชาชนและดำเนินการแก้ปัญหาเขื่อนต่างๆได้ครับ.
     
               อนึ่งการผันน้ำจากน้ำตกเหวนรกมาลงต้นน้ำลำตะคองที่น้ำตกเหวสุว้จนั้นไม่ยากเลยครับ เจาะอุโมงผันน้ำจะแพงหน่อยแต่คุ้ม/หรือจะวางท่อผันน้ำลัดเลาะใหล่เขาอ้อมมาลงน้ำตกเหวสุวัจก็ย้อมได้และราคาไม่แพงครับ อีกทั้งยังไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วยครับ.
     
                 ด้วยจิตรคารวะ
     
         ประชุม สุริยามาศ. วย.๗๗๗
     
     

    ข่าวการเมือง
    ข่าวการเมือง
    ประปาโคราชวิกฤติ ศาลระงับโครงการ 2ล้านคนเดือดร้อน

    เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ห้องประชุมหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา นางสุบงกช วงศ์วิทยาภรณ์ ประธานหอการค้าจังหวัดฯ ได้เป็นประธานการประชุมร่วมหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกรณีโครงการประปาของเทศบาลนครนครราชสีมาที่กำลังเดินหน้าก่อสร้างไปแล้ว และได้มีกลุ่มชาวบ้าน โดยอ้างตัวเองเป็นกลุ่มรักลำแชะ อ.ครบุรีฯ จำนวน 91 คน ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ระงับการดำเนินการก่อสร้างไว้ชั่วคราวตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา

    นางสุบงกช วงศ์วิทยาภรณ์ ประธานหอการค้าจังหวัดฯ กล่าวว่า โครงการประปาได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วเกือบครึ่งแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นก็อยากให้มีการพูดคุยกันในการแก้ไขปัญหา ตนยืนยันว่าการหารือตรงนี้คงไม่ได้ว่าเป็นการสนับสนุนหรือคัดค้าน แต่เพื่อหาข้อเท็จจริงให้กับนักธุรกิจที่รู้ถึงปัญหานี้และค่อนข้างจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนในอนาคต ตนเรียนว่าองค์กรเราไม่ได้ไปอิงการเมือง ไม่เข้าใคร แต่โครงการนี้ตนคิดว่าน่าจะดำเนินต่อไปให้เสร็จสมบูรณ์ โดยเฉพาะปัจจุบันความก้าวหน้าและการขยายตัวของธุรกิจเติบโตสูงมากพี่น้องประชาชนในตัวเมืองและที่อยู่เขตติดต่อมีความต้องการใช้น้ำสูงมาก แหล่งน้ำเดียวจากเขื่อนลำตะคองในอนาคตอาจจะไม่พอแน่นอน

    ด้านนายพงษ์เลิศ สุภัทรวณิชย์ รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ดูแลการประปา กล่าวว่า โครงการประปาเดิมมีวงเงิน 3,700 ล้าน แต่ประมูลแล้วลดลงเหลือ 3,060 ล้านบาท ประหยัดงบประมาณลงไปได้หลายร้อยล้านบาท และขณะนี้จ่ายเงินไปแล้วเกือบ 2 พันล้านบาทแล้ว ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีประชากรผู้ใช้น้ำกว่า 3 แสนคน ในเขตเทศบาล 77 ชุมชน ยังไม่รวมประชากรแฝงอีก และนักเรียน นักศึกษาที่พักอยู่ตามหอพัก โรงแรม โรงพยาบาล บ้านพักข้าราชการ อาพาร์ทเม้นต่างๆกว่า 1 แสน 6 หมื่นคน ซึ่งรวมแล้วน่าจะอยู่ประมาณกว่า 1 ล้าน 6 แสนคน

    "อย่างไรก็ตามหลังจากที่เราได้รับเอกสารแล้วโดยสิทธิก็มีขั้นตอนในการขออุทธรณ์ภายใน 30 วัน และคงจะต้องมีการขอการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้ปัญหานี้ทุเลา ปัจจุบันการดำเนินการก่อสร้างเสร็จไปแล้วประมาณ 2 ใน 3 ส่วน หรือประมาณ 66 - 67 % ผมยืนยันว่าขั้นตอนการประมูลหรือดำเนินการเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นไปตามระเบียบวิธีปฏิบัติ ผมเรียนว่า โครงการนี้มีความจำเป็นมาก เพราะเมืองโคราชมีการขยายตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะในห้วง 10 - 20 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่แหล่งน้ำมีเพียงแหล่งเดียวคือ อ่างเก็บน้ำลำตะคอง และน้ำดิบทางการไฟฟ้าสูบกลับก็ต้องสูบขึ้นไปผลิตกระแสไฟฟ้าอีก 10 ล้าน ลบ.ม. ถ้าหากเกิดวิกฤติเหมือนปี 2535 หรือ ปี 2548 เราจะมีปัญหามาก เรียกว่าวิกฤติการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงหนักมาก เราจึงหาวิธีลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นใจว่า ในอนาคตยังมีน้ำที่จะไว้สำหรับอุปโภค บริโภคได้อีกระยะยาว และเขตเทศบาลฯมีอัตราการเจริญเติบโตปีละ 3 - 5 % โครงการนี้เราเชื่อว่าสามารรองรับได้ " นายพงษ์เลิศฯกล่าวในที่สุด

    ขณะที่ นายสวัสดิ์ มังกรวิวัฒน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดฯ กล่าวว่า เรามีประชากรที่ต้องการใช้น้ำในเขตเทศบาลฯและใกล้เคียงประมาณ 1 ล้าน 6 แสนคนโดยประมาณ และเมื่อปี 2548 เกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง และมาปีนี้ก็เกือบ 5 ปีแล้ว ณ ปัจจุบันการเจริญเติบโตของธุรกิจไม่ว่าภาคท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม ต่างๆขยายขึ้นมามากมายมหาศาลทุกหนทุกแห่งทั่วเมือง ขณะเดียวกันแหล่งน้ำของเรามีจำกัด ฉะนั้นภาคธุรกิจต่างให้ความสำคัญเรื่องน้ำ ถ้าน้ำขาด ไม่มีน้ำใช้ ธุรกิจทั้งจังหวัดจะต้องหยุดชะงักไปทั้งหมด

    "ผมขอเรียนว่าทุกโรงแรมจะต้องมีที่กักเก็บน้ำกักตุนตัวเองไว้ โดยเป็นถังน้ำสำรองของโรงแรม เผื่อเกิดปัญหาน้ำไม่ไหล 2 - 3 วัน เหมือนที่เคยปรากฏมาแล้ว เราสามารถกักตุนน้ำไว้ใช้เพียงแค่ 3 - 4 วันเท่านั้นเอง ถ้าน้ำขาดมากกว่าสัปดาห์จะเกิดปัญหาตามมาอย่างใหญ่หลวง และปัญหาตรงนี้ผู้ประกอบการจะไม่สามารถควบคุมได้ และจะเป็นปัญหารุนแรง และส่งผลสะท้อนกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวบ้านเราแน่นอน และปัญหาการแย่งน้ำของพี่น้องประชาชน ภาคธุรกิจแห่งแห่งก็จะเกิดขึ้นลามเป็นลูกโซ่ เพราะทุกคนต้องมีการกักตุน และชาวบ้านนั่นแหละที่จะเดือดร้อนจริงๆ" นายสวัสดิ์ กล่าวในที่สุด
    วันที่ 24/10/2009

    เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ห้องประชุมหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา นางสุบงกช วงศ์วิทยาภรณ์ ประธานหอการค้าจังหวัดฯ ได้เป็นประธานการประชุมร่วมหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกรณีโครงการประปาของเทศบาลนครนครราชสีมาที่กำลังเดินหน้าก่อสร้างไปแล้ว และได้มีกลุ่มชาวบ้าน โดยอ้างตัวเองเป็นกลุ่มรักลำแชะ อ.ครบุรีฯ จำนวน 91 คน ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ระงับการดำเนินการก่อสร้างไว้ชั่วคราวตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา

    นางสุบงกช วงศ์วิทยาภรณ์ ประธานหอการค้าจังหวัดฯ กล่าวว่า โครงการประปาได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วเกือบครึ่งแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นก็อยากให้มีการพูดคุยกันในการแก้ไขปัญหา ตนยืนยันว่าการหารือตรงนี้คงไม่ได้ว่าเป็นการสนับสนุนหรือคัดค้าน แต่เพื่อหาข้อเท็จจริงให้กับนักธุรกิจที่รู้ถึงปัญหานี้และค่อนข้างจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนในอนาคต ตนเรียนว่าองค์กรเราไม่ได้ไปอิงการเมือง ไม่เข้าใคร แต่โครงการนี้ตนคิดว่าน่าจะดำเนินต่อไปให้เสร็จสมบูรณ์ โดยเฉพาะปัจจุบันความก้าวหน้าและการขยายตัวของธุรกิจเติบโตสูงมากพี่น้องประชาชนในตัวเมืองและที่อยู่เขตติดต่อมีความต้องการใช้น้ำสูงมาก แหล่งน้ำเดียวจากเขื่อนลำตะคองในอนาคตอาจจะไม่พอแน่นอน

    ด้านนายพงษ์เลิศ สุภัทรวณิชย์ รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ดูแลการประปา กล่าวว่า โครงการประปาเดิมมีวงเงิน 3,700 ล้าน แต่ประมูลแล้วลดลงเหลือ 3,060 ล้านบาท ประหยัดงบประมาณลงไปได้หลายร้อยล้านบาท และขณะนี้จ่ายเงินไปแล้วเกือบ 2 พันล้านบาทแล้ว ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีประชากรผู้ใช้น้ำกว่า 3 แสนคน ในเขตเทศบาล 77 ชุมชน ยังไม่รวมประชากรแฝงอีก และนักเรียน นักศึกษาที่พักอยู่ตามหอพัก โรงแรม โรงพยาบาล บ้านพักข้าราชการ อาพาร์ทเม้นต่างๆกว่า 1 แสน 6 หมื่นคน ซึ่งรวมแล้วน่าจะอยู่ประมาณกว่า 1 ล้าน 6 แสนคน

    "อย่างไรก็ตามหลังจากที่เราได้รับเอกสารแล้วโดยสิทธิก็มีขั้นตอนในการขออุทธรณ์ภายใน 30 วัน และคงจะต้องมีการขอการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้ปัญหานี้ทุเลา ปัจจุบันการดำเนินการก่อสร้างเสร็จไปแล้วประมาณ 2 ใน 3 ส่วน หรือประมาณ 66 - 67 % ผมยืนยันว่าขั้นตอนการประมูลหรือดำเนินการเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นไปตามระเบียบวิธีปฏิบัติ ผมเรียนว่า โครงการนี้มีความจำเป็นมาก เพราะเมืองโคราชมีการขยายตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะในห้วง 10 - 20 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่แหล่งน้ำมีเพียงแหล่งเดียวคือ อ่างเก็บน้ำลำตะคอง และน้ำดิบทางการไฟฟ้าสูบกลับก็ต้องสูบขึ้นไปผลิตกระแสไฟฟ้าอีก 10 ล้าน ลบ.ม. ถ้าหากเกิดวิกฤติเหมือนปี 2535 หรือ ปี 2548 เราจะมีปัญหามาก เรียกว่าวิกฤติการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงหนักมาก เราจึงหาวิธีลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นใจว่า ในอนาคตยังมีน้ำที่จะไว้สำหรับอุปโภค บริโภคได้อีกระยะยาว และเขตเทศบาลฯมีอัตราการเจริญเติบโตปีละ 3 - 5 % โครงการนี้เราเชื่อว่าสามารรองรับได้ " นายพงษ์เลิศฯกล่าวในที่สุด

    ขณะที่ นายสวัสดิ์ มังกรวิวัฒน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดฯ กล่าวว่า เรามีประชากรที่ต้องการใช้น้ำในเขตเทศบาลฯและใกล้เคียงประมาณ 1 ล้าน 6 แสนคนโดยประมาณ และเมื่อปี 2548 เกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง และมาปีนี้ก็เกือบ 5 ปีแล้ว ณ ปัจจุบันการเจริญเติบโตของธุรกิจไม่ว่าภาคท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม ต่างๆขยายขึ้นมามากมายมหาศาลทุกหนทุกแห่งทั่วเมือง ขณะเดียวกันแหล่งน้ำของเรามีจำกัด ฉะนั้นภาคธุรกิจต่างให้ความสำคัญเรื่องน้ำ ถ้าน้ำขาด ไม่มีน้ำใช้ ธุรกิจทั้งจังหวัดจะต้องหยุดชะงักไปทั้งหมด

    "ผมขอเรียนว่าทุกโรงแรมจะต้องมีที่กักเก็บน้ำกักตุนตัวเองไว้ โดยเป็นถังน้ำสำรองของโรงแรม เผื่อเกิดปัญหาน้ำไม่ไหล 2 - 3 วัน เหมือนที่เคยปรากฏมาแล้ว เราสามารถกักตุนน้ำไว้ใช้เพียงแค่ 3 - 4 วันเท่านั้นเอง ถ้าน้ำขาดมากกว่าสัปดาห์จะเกิดปัญหาตามมาอย่างใหญ่หลวง และปัญหาตรงนี้ผู้ประกอบการจะไม่สามารถควบคุมได้ และจะเป็นปัญหารุนแรง และส่งผลสะท้อนกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวบ้านเราแน่นอน และปัญหาการแย่งน้ำของพี่น้องประชาชน ภาคธุรกิจแห่งแห่งก็จะเกิดขึ้นลามเป็นลูกโซ่ เพราะทุกคนต้องมีการกักตุน และชาวบ้านนั่นแหละที่จะเดือดร้อนจริงๆ" นายสวัสดิ์ กล่าวในที่สุด
    วันที่ 24/10/2009



    Windows 7: Simplify your PC. Learn more.

    ศึกแย่งน้ำกำลังจะเกิดขึ้นจริง(ระหว่างเกษตรกร/ชาวนา อ.เสิงสาง และกลุ่มทุนในเมืองโคราช.) ความจริงจะค่อยๆปรากฏ (เด็กๆกำลังดิ้นเพื่อนักการเมือง.......)

    เรียนพี่น้องเกษตรกร/ชาวนาและสมัชชาคนจนบนเขื่อนราษีไศลและเกษตรกร/ชาวนาอำเภอครบุรี,อำเภอเสิงสาง/พี่น้องผู้รักษ์ลำแซะที่นับถือ.
     
            ผมขออนุญาตินำของเก่ามาฉายใหม่ครับ ข้างล่างคือเว็บแสดงกราฟน้ำไหลลงเขื่อนขนาดใหญ่(เขื่อนที่เก็บกักน้ำได้เกิน ๑๐๐ ล้าน ลบ.ม.ขึ้นไป.)
    ซึ่งจะแสดงกราฟน้ำไหลลงเขื่อนที่เป็นปัจจุบันนะครับ(๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒ ช้าไป ๓ วัน.)
     
    http://msuriyamas.blogspot.com/2009/09/blog-post_6738.html
     
    กราฟน้ำในเขื่อนลำตะคอง ณ.วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒ จากมุมบนของกราฟ
     
    แสดงว่า มีปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคอง ๖๓% ของปริมาตรเก็บกักปกติ
     
    ๓๒๔ ล้าน ลบ.ม./หรือติดเป็นปริมาตร = ๐.๖๓x๓๒๔ = ๒๐๔.๑๒ ล้าน
     
    ลบ.ม.อัตราการใช้น้ำในการอุปโภค,บริโภค,การเกษตรกรรม,และพานิชย์
     
    กรรม (ไม่รวมเขตอุตสาหกรรมสุระนารีซึ่งใช้น้ำบาดาล) รวมเฉลี่ยเดือนละ
     
    ๒๒.๕ ล้าน ลบ.ม.
     
            การแก้ปัญหาควรหาแนวทางในการผันน้ำจากน้ำตกเหวนรกมาเดิมก็จะ
     
    มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนเพิ่มขึ้นอีกถึงปีละ ๑๐๐ - ๑๒๐ ล้าน ลบ.ม.และ
     
    เขื่อนลำตะคองก็ยังมีความแข็งแรงและยังสามารถรองรับปริมาณน้ำที่ผันมา
     
    เพิ่มนี้ได้ ( ปริมาณน้ำเก็บกักสูงสุก ๔๔๕ ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำเก็บกักปกติ
     
    ๓๒๔ ล้าน ลบ.ม.)
     
    กราฟน้ำในเขื่อนลำแซะ ณ.วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒จากมุมบนของกราฟ
     
    แสดงว่า มีปริมาณน้ำในเขื่อน ๘๐%ของปริมาตรน้ำเก็บกักปกติ ๒๗๕ ล้าน
     
    ลบ.ม./หรือ = ๐.๘๐x๒๗๕ = ๒๒๐ ล้าน ลบ.ม. หากมองอย่างผิวเผินก็จะ
     
    เห็นว่า เขื่อนลำแซะมีปริมาณน้ำใช้สอยมากกว่าเขื่อนลำตะคองคือมากกว่าถึง
    = ๒๒๐ - ๒๐๔.๑๒ = ๑๕.๘๘ ล้าน ลบ.ม.แต่ถ้าเราหันกลับมาดูอัตราการ
     
    ใช้น้ำ/เดือน คือ ๒๑.๕ ล้าน ลบ.ม./เดือน ก็จะพบว่าปริมาณน้ำจะไม่พอใช้
     
    อย่างแน่นอนครับ เพราะอัตราการใช้น้ำของเขื่อนลำแซะนี้ ใช้ไปในการ
     
    อุปโภค,บริโภค,การพานิชย์กรรม,และการเกษตรกรรมเท่านั้น
     
    ยังมิได้รวมน้ำบริโภคในต้วเมืองนครราชสีมา และเขตอุตสาหกรรมสุระนารีซึ่ง
     
    มีแผนที่จะนำไปใช้อีกด้วยครับ.
     
                ถามว่า เมื่ออัตราการใช้น้ำ/เดือนใกล้เคียงกันแล้วทำไม? จึงจะ
     
    เกิดศึกแย่งน้ำกัน?
     
                ผมมองอย่างนี้ครับ (เพราะไม่มีตัวเลขของการใช้น้ำใรตัวเมือง
     
    นครราชสีมา) ผมประมาณเอาว่า ครึ่งต่อครึ่งของอัตราการใช้น้ำ/เดือนนำมา
     
    ใช้ผลิตเป็นน้ำปีปาครับ/หรือ ประมาณ ๑๑.๒๕ ล้าน ลบ.ม./เดือน ส่วนน้ำ
     
    เพื่อการเกษตรกรรมในพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดนครราชสีมานั้นจะมีน้ำเพื่อ
     
    การเกษตรกรรม จากเขื่อนต่างๆดังนี้ คือ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน
     
    เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ และเขื่อนลำปลายมาศเป็นต้น.
     
     
                http://msuriyamas.blogspot.com/2009_08_01_archive.html
     
     
     
       ตามที่ผมได้นำเสนอไปแล้วนั้น ผมขอนำข้อความที่ผมได้โพสท์ลงในเว็บไซด์ผู้จัดการเมื่อประมาณ ปี ๒๕๔๘ ซึ่งเกิด ศึกแย่งน้ำกันระหว่าง บริษัทขายน้ำเอกชนกับกรมที่มีหน้าที่ดูแลน้ำ และพี่น้องเกษตรกร/ชาวนาในภาคตะวันออก.

        อนึ่งศึกแย่งน้ำนี้กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ในพื้นที่อำเภอเสิงสาง และอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมาครับ ระหว่าง การประปาโคราช(หรือบริษัทขายน้ำ)กรมที่ดูแลเขื่อน ลำแซะ และพี่น้องเกษตรกร/ชาวนาในพื้นที่ของทั้ง ๒ อำเภอดังกล่าว ทั้งนี้เพราะ ปริมาณน้ำในเขื่อน ลำแซะนั้นแม้จะใช้สำหรับการเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่พอใช้อยู่แล้ว ยังจะมาถูกแย่งไปผลิตน้ำประปาให้พี่น้องประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา และเขตอุตสาหกรรม สุระนารี อีกด้วยครับ เหตุการณ์จะเหมือนที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเมื่อปี ๒๕๔๘ และเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นอีกที่อำเภอเสิงสาง อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมาในปีที่การก่อสร้างโรงกรองน้ำแห่งใหม่ก่อสร้างแล้วเสน็จประมาณปี ๒๕๕๔ ครับ พี่น้องคอยดูนะครับ ผมยังไม่เห็นมีไคร?สนใจแก้ไข/หรือทำการป้องกันเลยครับ.ลองอ่านแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำในพืนที่ภาคตะวันออกดูนะครับ.

     
     

    >Mr. Suriyamas,

    >I read your idea about water crisis solution, posted on www.manager.co.th

    ><http://www.manager.co.th/>  and would like to know more in details.

    >การแก้ปัญหาภัยแล้ง ของจังหวัดทางภาคตะวันออกชายฝั่งทะเล จาก ชลบุรี พัทยา

    >ระยอง โดยเฉพาะที่จังหวัดระยองซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรม

    >ต้องใช้น้ำเป็นปริมาณมาก/ปี ซึ่งจากนี้ไปจะเกิดภัยแล้งถี่ขึ้น

    >ดังจะเห็นได้จากปริมาณน้ำที่เก็บกักได้ในแต่ละปีค่อยๆลดลงตามลำดับ เช่น ปี

    >2547 อ่างและเขื่อนต่างๆในภาคตะวันออกเก็บน้ำได้เพียง.-

    >1.) อ่างบางพระ ปกติเก็บกักได้ 110ปี2547เก็บกักได้

    >48ปัจจุบัน23ก.ค.2548เก็บกักได้เพียง 17 หน่วยเป็น ล้าน ลบ.ม.

    >2.)

    >อ่างหนองปลาไหล.ปกติเก็บกักได้164ปี2547เก็บกักได้94ปัจจุบัน23ก.ค.เก็บกักได้เพียง16

    >หน่วยเป็น ล้าน ลบ.ม.

    >3.) เขื่อนคลองสียัดปกติเก็บกักได้325ปี2547เก็บกักได้142ปัจจุบันถึง 23 ก.ค.

    >2548เก็บกักได้เพียง40 หน่วยเป็น ล้าน ลบ.ม

    >4.) รวมปกติเก็บกักได้599ปี2547รวมเก็บกักได้284 ปัจจุบันรวมเก็บกักได้เพียง

    >73 หน่วยเป็น ล้าน ลบ.ม.หรือเท่ากับ 12%ของความสามารถอ่างเก็บกักได้ปกติ

    >สถาณการณ์น้ำในภาคตะวันออกเข้าขั้นวิกฤตแล้วครับ.แหล่งน้ำที่จะสามารถแก้ปัญหาภัยแล้งได้คือแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำหริ

    >"เขื่อนคลองบ้านท่าด่านครับ" ซึ่งเพิ่งเริ่มเก็บกักน้ำได้ในปี 2548นี้ครับ

    >ปริมาณเก็บกักปกติ 224 ล้าน ลบ.ม. ปี 2547 ยังไม่มีการบันทึกข้อมูล

    >ปัจจุบันถึง 23 ก.ค. 2548 เก็บกักได้แล้ว 39 ล้าน

    >ลบ.ม.เพราะฉะนั้นแหล่งน้ำหลัก" ต้อง"สร้างโรงกรองน้ำที่

    >บริเวณเขื่อนคลองบ้านท่าด่าน จังหวัดนครนายก แล้วส่งน้ำไปแจกจ่ายให้ 3

    >จังหวัดภาคตะวันออก การประปาต่างๆจะเป็นเพียงสถานีจ่ายน้ำเท่านั้น

    >โครงการยักแค่ไหนก็ต้องทำครับ

    >เพราะว่าการแก้ปัญหาในปัจจุบันเป็นการแก้เพียงชั่วคราวเท่านั้น

    >เช่นการผันน้ำจากบริเวณใกล้เคียงมาใช้ก็เกิดปัญหาแล้ว

    >เพราะเจ้าของพี้นที่เขาก็ขาดแคลนน้ำ

    >การผันน้ำจากแม่น้ำบางประกงก็มีปัญหาการปิดเขื่อนทำให้ตลิ่งท้ายน้ำพังทลายลง

    >และน้ำเค็มจะทลักเข้าไปในเขตเรือกสวนไร่นาของประชาชน

    >และการเจาะน้ำบาดาลปีนี้พอมีน้ำ แต่ปีหน้าน้ำจะน้อยลงครับ.ระยะทางประมาณ 140

    >กม พร้อมโรงกรองน่าจะสามารถก่อสร้างได้แล้วเสร็จภายใน 30 เดือน

    >โดยในปีนี้จะได้น้ำฝน

    >และรีบขอพระราชทานฝนหลวงในช่วงหน้าฝนที่บรรยากาศมีความชื้นมากนี้ทำฝนเทียมเพื่อให้ได้น้ำดิบมาประทังไปก่อน

    >รวมกับน้ำฝนน่าจะพอถูไถไปได้ถึงปลายฝนหน้าครับ

    >และใช้วิธีเดิมคือขอพระราชทานฝนหลวงอีกรอบก้จะสามารถยืดอายุไปได้จนโครงการก่อสร้างโรงกรองใหม่ที่เขื่อนคลองบ้านท่าด่านแล้วเสร็จ

    >(หมายเหตู. ถ้าไม่รีบดำเนินการ ท่าน รัฐมนตรี นั่นแหละจะเสร็จครับ.)

    >อนึ่งที่ต้องก่อสร้างโรงกรองที่เขื่อนคลองบ้านท่าด่านก็เพราะว่า

    >ระดับเก็บกักน้ำสูงสุดของเขื่อนคลองบ้านท่าด่านจะอยู่ที่ประมาณ + 120 M.S.L.

    >ถังจ่ายก็จะไม่ตอ้งก่อสร้างสูง หรือต้องใช้แรงดัน. จะสามารถจ่ายน้ำให้ ทั้ง 3

    >จังหวัดในภาคตะวันออกได้โดยใช้ระบบแรงโน้มถ่วงครับ. หมายเหตูระบบ

    >บริษัทจัดการน้ำบริโภคล้มเหลวหากรัฐบาลไม่แก้ไขจะเจอปัญหาซ้ำซาก

    >การประปาส่วนภูมิภาคต้องทำเอง

    >ข้าราชการที่ดียังมีอีกมากครับผมเชื่อมั่นพวกเขาจะสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ.กราบเรียนท่านผู้ว่าราชการจังหวัดระยองฯ

    >ระดับเก็บกักน้ำปกติของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในบริเวณภาคตะวันออกจะอยู่ที่ประมาณ

    >40, +50, +67. M.S.L. เท่านั้น

    >หากต้องการน้ำดิบมาเติมอางเก็ยน้ำต่างๆก็จะสามารถใช้ท่อล่งน้ำร่วมกันได้ถ้าจำเป็นครับ.ต้องกล้านำเสนอท่าน

    >รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์

    >หรือท่านนายกก็ได้ผมเชื่อครับว่าท่านจะรับฟัง.

    >และที่สำคัญปัญหาการแย่งน้ำก็จะไม่มีครับ

     

           พี่น้องครับผมขออนุญาติทำนายเอาไว้เลยนะครับ ญ วันนี้วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๒ ในอีกไม่ถึง ๒ ปีข้างหน้าจะเกิดศึกแย่งน้ำขึ้นอย่างแนนอน และรัฐบาลจะใช้วิธีการแก้ไขแบบการแก้ผ้าเอาหน้ารอดครับคือ จะกลับไปใช้น้ำดิบจากเขื่อน ลำตะคองตามเดิม (และยอมสูญเสียเงินงบประมาณค่าก้อสร้างโรงกรองแห่งไหม่ ที่ ตำบลด่านเกวียน ไปถึง ๓,๐๐๐ ล้าน บาทเศษ ) แต่ปัญหาก็จะไม่จบครับเพราะปริมาณน้ำไหลลงเขื่อน ลำตะคองมีไม่พอเพียงและยังถูกสนามกล๊อฟแย่งไปใช้อีกด้วยครับ ผมเคนเตือนความจำแก่ผู้ที่รับผิดชอบโดยน้อมนำโครงการพระราชดำริ คืด โครงการก่อสร้างฝายกั้นน้ำที่ น้ำตกเหวนรกและขุดอุโทงผันน้ำมาลง ต้นน้ำลำตะคองคือที่ น้ำตกเหวสุวัจครับ เมื่อครั้งโคราชแล้งหนักเมื่อประมาณปลายปี ๒๕๔๘ เคยมีรัฐมนตรีคิดที่จะผันน้ำมาเติมให้เขื่อน ลำตะคองแต่คิดจะสูบน้ำขึ้ยเขาจากโครงการโขง ชีมูล ไม่เว้นแม้ ๒ - ๓ รัฐบาลที่ผ่านมาครับ. เวลาผ่านไปร่วมเกือบจะ ๕ ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีอะไร?เกิดขึ้นเลยครับ.

     

     

                 ด้วยจิตรคารวะ

     

           ปนะชุม สุริยามาศ วย.๗๗๗

     
     
    เอกชนโคราชผวาขาดแคลนน้ำกระทบธุรกิจ-ลงทุน หลังศาลสั่งระงับก่อสร้างประปาฉาว 3 พันล้าน
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 ตุลาคม 2552 19:40 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    หอการค้าโคราช เปิดเวทีแสดงความคิดเห็นหาทางออกร่วมกัน กรณีศาลปกครองมีคำสั่งระงับการก่อสร้างโครงการระบบประปาของเทศบาลนครนครราชสีมา ฉาวโฉ่ 3,000 ล้าน ไว้ชั่วคราว วันนี้ (23 ต.ค.)






    ศูนย์ข่าวนครราชสีมา- ภาคเอกชนโคราชผวาขาดแคลนน้ำกระทบธุรกิจ-การลงทุนหนัก กรณีศาลปกครองมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างโครงการประปาแย่งชิงน้ำ "เขื่อนลำแชะ" ฉาวโฉ่ 3,000 ล้าน รุดเปิดเวทีให้เทศบาลนครโคราชพร้อมหน่วยงานเกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงและหาทางออกร่วมกัน ด้านรองนายกเล็กแจงเคารพคำสั่งศาลเตรียมยื่นอุทธรณ์ใน 30 วัน ย้ำมั่นใจในระยะ 3-5 ปี เมืองโคราชมีน้ำประปาใช้เพียงพอ ด้านผู้ว่าฯ เตรียมตั้ง กก.แก้ไขปัญหาร่วมระหว่างชาวบ้านผู้คัดค้านกับเทศบาล
           

           วันนี้ (23 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมชั้น 4 สำนักงานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ได้มีการจัดเวทีชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงความคิดเห็นเพื่อหาทางออกร่วมกัน กรณีโครงการก่อสร้างระบบประปาเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค ของเทศบาลนครนครราชสีมา โดยนำน้ำดิบมาจากเขื่อนลำแซะ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างไว้ชั่วคราว หลังกลุ่มรักษ์ลำแชะรวม 91 คน ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง และศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา
           
           โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงและแสดงความคิดเห็นประกอบด้วย นางสุบงกช วงศ์วิชยาภรณ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา, นายพงษ์เลิศ สุภัทรวณิชย์ รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา, นายเชิดชัย โชครัตนชัย อดีตนายกเทศมนตรี ในฐานะผู้อนุมัติดำเนินโครงการ, ตัวแทนสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร, ตัวแทนธุรกิจโรงแรม, โรงพยาบาล, สภาอุตสาหกรรมจังหวัด และผู้ประกอบการร้านค้า จ.นครราชสีมา เข้าร่วมประชุม
           
           นายพงษ์เลิศ สุภัทรวณิชย์ รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา กำกับดูแลสำนักประปาเทศบาลนครนครราชสีมา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา ศาลปกครองนครราชสีมา มีคำสั่งให้เทศบาลนครนครราชสีมาระงับโครงการก่อสร้างระบบประปาเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค ของเทศบาลนครนครราชสีมาไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
           
           ทั้งนี้ สืบเนื่องจากกลุ่มรักษ์ลำแชะ นำโดย นายธีรพล รัตนประยูร กับพวกรวม 91 คน ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องในข้อที่ขอให้ยกเลิกโครงการก่อสร้างดังกล่าวของศาลปกครองนครราชสีมาต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รับฟ้อง ต่อมาวันที่ 31 ก.ค.2552 ศาลปกครองนครราชสีมามีคำสั่งรับฟ้องไว้พิจารณาตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด และล่าสุดศาลปกครองนครราชสีมามีคำสั่งให้เทศบาลนครนครราชสีมา ระงับการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินการในขณะนี้ไว้ชั่วคราว ดังกล่าว
           
           นายพงษ์เลิศ กล่าวว่า การดำเนินการของเทศบาลนครราชสีมาต่อปัญหาที่เกิดขึ้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เรื่องกระบวนการยุติ ขณะนี้เทศบาลกำลังรอเอกสารคำสั่งศาลปกครอง จากอัยการจังหวัดนครราชสีมา คาดว่า ในสัปดาห์หน้าน่าจะได้รับ ซึ่งเราต้องเคารพการตัดสินของศาลและดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าว โดยจะขอให้อัยการจังหวัดฯ ทำการยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ซึ่งกฎหมายกำหนดให้สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันภายหลังศาลมีคำสั่ง
           
           ส่วนที่ 2 คือ การสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมาได้เข้าใจและมั่นใจว่า ในช่วง 3-5 ปี นี้ประชาชนในเขตเทศบาลนครฯ จะไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำประปาอย่างแน่นอน เพราะน้ำประปาที่ใช้แหล่งน้ำดิบจากเขื่อนลำตะคอง ในปัจจุบัน และโครงการอื่นๆ ที่เทศบาลนครฯ จะดำเนินการ รวมทั้งโครงการแก้มลิง จะสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้
           
           สำหรับการก่อสร้างโครงการระบบประปาดังกล่าว ผู้รับเหมา กิจการร่วมค้าเอส เอ (บริษัท ซิโนไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท อาควาไทย จำกัด) ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้วกว่า 67% เบิกงบประมาณไปแล้วกว่า 2,000 ล้านบาท หลังมีคำสั่งศาล ผู้รับเหมาได้หยุดการก่อสร้างไว้ชั่วคราวมีเพียงการคืนผิวจราจรที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร ส่วนการขุดหรือวางท่อรวมถึงการก่อสร้างอื่นๆ ได้หยุดดำเนินการไว้ทั้งหมดแล้ว
           
           "ผมยืนยันว่า ขั้นตอนการประมูลหรือดำเนินการเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามระเบียบวิธีปฏิบัติ ขอย้ำว่า โครงการนี้มีความจำเป็นมาก เพราะเมืองโคราชมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่แหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคของชาวโคราชมีเพียงแหล่งเดียว คือ จากอ่างเก็บน้ำลำตะคอง ซึ่งต้องแบ่งน้ำบางส่วนให้กับโครงการลำตะคองแบบสูบกลับ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 10 ล้านลบ.ม. และหากเกิดวิกฤติภัยแล้งเหมือนเช่นปี 2535 หรือ ปี 2548 จะเกิดปัญหาขึ้นอย่างมาก ฉะนั้น โครงการนี้จึงเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำในอนาคต และรองรับการเจริญเติบโตของเมืองเทศบาลนครฯ ด้วย" นายพงษ์เลิศ กล่าว
           
           ด้าน นางสุบงกช วงศ์วิชยาภรณ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า การเปิดเวทีชี้แจงขึ้นในครั้งนี้ ทางหอการค้าจังหวัดต้องการเป็นตัวกลางในการหาทางออกเรื่องดังกล่าวร่วมกัน และต้องการทราบข้อเท็จจริงจากเทศบาลนครนครราชสีมาในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักธุรกิจที่ประกอบการอยู่ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมาให้มั่นใจ เวทีนี้ไม่ใช่การคัดค้าน หรือสนับสนุน
           
           "องค์กรเราไม่ได้อิงการเมือง ไม่เข้าข้างใคร ส่วนตัวมองว่าโครงการนี้น่าจะดำเนินการต่อไปให้เสร็จสิ้นเพราะงบประมาณทุกอย่างมีอยู่แล้ว การก่อสร้างก็เดินหน้าไปกว่า 60% แล้ว การขยายตัวของจังหวัดนครราชสีมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจำนวนประชากร และสถานประกอบการธุรกิจต่างๆ ซึ่งล้วนจะต้องใช้น้ำทั้งนั้น" นางสุบงกช กล่าว
           
           ขณะที่ นายสวัสดิ์ มังกรวิวัฒน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ภาคธุรกิจต่างให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำ การเข้ามาลงทุน หรือประกอบธุรกิจจะต้องมองที่ระบบสาธารณูปโภคเป็นหลัก น้ำจึงมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจ หากขาดน้ำ ไม่มีน้ำใช้ ธุรกิจทั้งจังหวัดจะต้องหยุดชะงักไปทั้งหมด นักธุรกิจก็ไม่สนใจเข้ามาลงทุนเพิ่ม และผู้ประกอบการเดิมที่มีอยู่ก็ได้รับความเดือดร้อน
           
           ฉะนั้น การหาแหล่งน้ำเข้ามาเพิ่มเติมสิ่งที่มีอยู่เป็นเรื่องที่ดี แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับเทศบาลนคนครราชสีมา ก็เห็นใจทุกภาคส่วน ทั้งภาคเกษตรกรรรมที่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำเพื่อทำการเกษตรเหมือนกัน และในเขตเทศบาลนครนครราชสีมาก็มีความจำเป็นต้องใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ฉะนั้น การทำความเข้าใจกันน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
           
           ที่ผ่านมา ในปี 2548 จังหวัดนครราชสีมา ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก ส่งผลกระทบต่อธุรกิจต่างๆ มากมาย สถานประกอบการแต่ละแห่งรวมถึงโรงแรมต่างกักตุนน้ำเพื่อสำรองไว้ให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ แต่เก็บสำรองไว้ได้ไม่เกิน 3-4 วันก็หมด
           
           "หากยังขาดน้ำอีกทุกอย่างก็พังหมด นักท่องเที่ยวหนีไปใช้บริการภูมิภาคอื่น จังหวัดอื่น สุดท้ายผู้ประกอบการต่างๆ ก็อยู่กันไม่ได้ ฉะนั้น น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขไม่ให้เกิดปัญหาการขาดน้ำขึ้น" นายสวัสดิ์ กล่าว
           
           ขณะที่ นายประจักษ์ สุวรรณภักดี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นกับโครงการก่อสร้างระบบประปา ของเทศบาลนครราชสีมา นั้น เรื่องนี้ทุกฝ่ายต้องมาหารือร่วมกันเพื่อหาข้ออธิบายให้ได้ข้อยุติร่วมกัน และหาแนวทางเตรียมการแก้ไขกัน โดยเฉพาะจังหวัดเราได้รับอนุมัติโครงการมามาก และได้งบประมาณมาค่อนข้างมากซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะโคราชเป็นจังหวัดใหญ่รองจากกรุงเทพฯ มีประชากรกว่า 2 .5 ล้านคน ยังไม่รวมประชากรแฝงอีกจำนวนมาก
           
           ตนอยากให้ทุกคนเดินไปข้างหน้า แต่อย่าอยู่ด้วยความแตกแยก อย่าอยู่ด้วยความสงสัยซึ่งกันและกัน บ้านเมืองมันจะเดินหน้าไม่ได้ เรื่องนี้เราต้องพูดคุยทำความเข้าใจกัน เพราะเราไม่ได้อยู่คนละประเทศ เราเป็นคนไทยด้วยกันอยู่จังหวัดเดียวกัน ฉะนั้นทุกอย่างสามารถพูดกันได้ด้วยเหตุด้วยผล แต่สำคัญว่าพูดกันให้เข้าใจ ให้เขาเห็นข้อเท็จจริงจริงๆ ตนเชื่อว่า อยู่ในวิสัยที่พูดคุยกันได้
           
           "การดำเนินการก่อสร้างโครงการนี้เริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2538 และมีการประมูลเมื่อปี 2550 และลงมือดำเนินการเดินหน้าไปแล้วกว่า 60% ตนว่าเราอย่าไปคิดในแง่ร้าย ฉะนั้น เราต้องช่วยกันทำ ซึ่งจังหวัดเองอาจจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่จะมาพูดคุยกันทั้งสองฝ่ายทั้งประชาชนที่คัดค้านโครงการและเทศบาล ได้หันหน้าเข้าหากัน" นายประจักษ์ กล่าว

     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ร้อนตัว! มรดกบาปประปาฉาว 3 พันล. เด็ก "สุวัจน์" เปิดเวทีอ้างผวาขาดน้ำ - ลั่นล่าชื่อกดดันศาล
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 ตุลาคม 2552 18:54 น.

    ชมรมร้านอาหารและสมาคมประธานชุมชุนเขตเทศบาลนครโคราช กลุ่ม "เด็ก สุวัจน์" เปิดเวทีถกปัญหาวิกฤติน้ำ หลังศาลปกครองสั่งระงับก่อสร้างชั่วคราวโครงการประปาฉาวโฉ่ 3 พันล้าน วันนี้ ( 26 ต.ค.)

    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    นายเชิดชัย โชครัตนชัย อดีตนายกเทศมนตรีฯ ผู้อนุมัติดำเนินโครงการประปา 3 พันล้าน






    นายจีระศักดิ์ คาระวิวัฒน์ ปธ.ชรมชมผู้ประกอบการร้านอาหารจ.นครราชสีมา

    ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - ชมรมร้านอาหารและสมาคมประธานชุมชุนเขตเทศบาลนครโคราช กลุ่ม "เด็กสุวัจน์" เปิดเวทีถกปัญหาวิกฤตน้ำ หลังศาลปกครองสั่งระงับชั่วคราวโครงการก่อสร้างประปาฉาวโฉ่ 3 พันล้าน อ้างผวาขาดแคลนน้ำกระทบธุรกิจร้านอาหารกว่า 2,000 แห่ง ระบุ น้ำประปาโคราชปัจจุบันไม่พอใช้ คุณภาพแย่ เผย ไม่หวั่นหมิ่นศาลเตรียมล่ารายชื่อ ปชช.ผู้ใช้น้ำขอความเป็นธรรมต่อศาล พร้อมเรียกร้องผู้ว่าฯ-ส.ส.ช่วยเหลือให้โครงการเดินหน้าต่อจนแล้ว
           
           ผู้สื่อข่าวความคืบหน้ากรณีที่ ศาลปกครองนครราชสีมา ได้มีคำสั่งให้เทศบาลนครนครราชสีมาระงับการก่อสร้างชั่วคราวโครงการระบบประปาเพื่อแก้ไขปัญหาอุปโภคบริโภคมูลค่า 3,154 ล้านบาท โดยวางท่อนำน้ำดิบมาจากเขื่อนลำแชะ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังดำเนินการก่อสร้างไปกว่า 67% เบิกจ่ายงบประมาณแล้วเกือบ 2,000 ล้านบาท นั้น
           
           ล่าสุด เมื่อเวลา 12.30 น.วันนี้ (26 ต.ค.) ที่ร้านอาหารสเต็กจิ้มกะแจ๋ว ถ.สืบศิริ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารจังหวัดนครราชสีมา นำโดย นายจีระศักดิ์ คาระวิวัฒน์ ประธานชมรม และสมาคมประธานชุมชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา 83 ชุมชน นำโดย พ.อ.พีระยุทธ์ ไพบูลย์วิริยะวิช นายกสมาคม ได้จัดเวทีเสวนารับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากประชาชนผู้ใช้น้ำและผู้ประกอบการร้านอาหารในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา
           
           โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนากว่า 50 คน ซึ่งล้วนเป็นอดีตผู้นำชุมชนในช่วงการบริหารเทศบาลนครนครราชสีมา ของทีม นายเชิดชัย โชครัตนชัย อดีตนายกเทศมนตรี ในนาม "กลุ่มโคราชชาติพัฒนา" ที่มี นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ให้การสนับสนุน และ การจัดเวทีเสวนาครั้งนี้ นายเชิดชัย โชครัตนชัย อดีตนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ในฐานะผู้อนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างระบบประปา 3,154 ล้านบาท ดังกล่าว ตามการผลักดันงบประมาณของ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ในช่วงรัฐบาลพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ได้เดินทางมาร่วมให้ข้อมูลและเสนอความคิดเห็นด้วย
           
           นายจีระศักดิ์ คาระวิวัฒน์ ประธานรมชมผู้ประกอบการร้านอาหารจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ที่มีเกือบ 2,000 แห่ง และประชาชนในชุมชนต่างๆ รู้สึกไม่สบายใจต่อข่าวการระงับการก่อสร้างโครงการประปา เนื่องจากเป็นห่วงว่าจะไม่มีน้ำใช้ และคิดว่าการให้ระงับการก่อสร้างโครงการก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร เพราะขณะนี้การก่อสร้างดำเนินการไปเกือบจะเสร็จแล้ว ชาวบ้านและผู้ประกอบจึงได้จัดเวทีเสวนาในครั้งนี้ขึ้น
           
           นายจีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนใหญ่ในที่ประชุมเห็นว่า ปัญหาวิกฤตน้ำจะต้องเกิดขึ้นกับประชาชนในเขตเทศบาลอย่างแน่นอน หากเรายังพึ่งพาแหล่งน้ำเพียงแห่งเดียว คือ จากอ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ.สีคิ้ว เนื่องจากเมืองมีการขยายตัวมากขึ้น ประชาชนเข้ามาอาศัยมากขึ้น ที่สำคัญผู้ประกอบการร้านค้าและร้านอาหารหากไม่มีน้ำใช้จะต้องได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งจะเป็นผลทำให้นักท่องเที่ยวไม่อยากเข้ามาใช้บริการ และปัจจุบันนี้ ประชาชนและร้านอาหารที่อยู่ตามตะเข็บเขตเทศบาลนครนครราชสีมาก็ประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว เนื่องจากน้ำไม่ค่อยไหล หรือไหลเบา บางคนต้องตื่นนอนตี 3 ตี 4 เพื่อมารองน้ำไว้ใช้ ไว้อาบที่ ซ้ำร้ายน้ำประปาของเทศบาล ก็ขุ่นมีตะกอนมาก และมีกลิ่นเหม็นด้วย
           
           ฉะนั้น ในวันนี้ผู้ประกอบการและประชาชนในชุมชน 83 ชุมชุน ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมาจึงมีความเห็นตรงกันว่าอยากให้โครงการดังกล่าวเดินหน้าต่อไปจนจบ
           
           ส่วนการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนที่ อ.ครบุรี ที่อยู่ในพื้นที่เขื่อนลำแชะ ที่เป็นแหล่งน้ำดิบที่ทางเทศบาลนคร จะนำมาผลิตประปานั้น ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาให้พวกเขา แต่โครงการก่อสร้างนี้ต้องเดินหน้าเพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปหยุดการก่อสร้างเลย
           
           "จากนี้ไปประชาชนผู้ใช้น้ำรวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหารในเขตเทศบาลนครนครราชสีมาจะร่วมกันลงชื่อเพื่อขอความเป็นธรรมจากศาลว่าคนจำนวนมากเดือดร้อน หากเขตเทศบาลนคร ไม่มีน้ำใช้ส่งผลให้เศรษฐกิจเสียหาย และขอให้ชาวครบุรี เห็นใจสงสารประชาชนในเขตเทศบาลนครด้วย" นายจีระศักดิ์ กล่าว
           
           ด้าน พ.อ.พีระยุทธ์ ไพบูลย์วิริยะวิช นายกสมาคมประธานชุมชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา 83 ชุมชน กล่าวว่า อยากขอความเป็นธรรมให้พี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลนครด้วย และปัญหาขาดแคลนน้ำประปะทำให้ทุกคนเดือดร้อนมาก หากโครงการนี้ไม่เดินหน้าก่อสร้างให้แล้วเสร็จ ประชาชนในชุมชนก็เกิดความวิตกกังวลว่าอนาคตจะไม่มีน้ำใช้ เพราะทุกวันนี้เริ่มมีปัญหาน้ำไม่ไหลแล้ว และหน้าแล้งมาถึงทุกปีประชาชนในเขตเทศบาลนครฯต้องเตรียมหาภาชนะมารองน้ำไว้ใช้หรือต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมารองน้ำไว้อาบไม่เช่นนั้น ก็จะไม่มีน้ำใช้ตลอดทั้งวัน
           
           พ.อ.พีระยุทธ์ กล่าวอีกว่า หลังจากทราบข่าวว่าเทศบาลนครนครราชสีมามีโครงการก่อสร้างประปาเพื่อนำน้ำจากลำแชะมาเพิ่มเติมจากแหล่งที่มีอยู่ชาวบ้านก็รู้สึกดีใจว่าจะมีน้ำใช้ไปอีกนาน แต่ในที่สุดมาทราบข่าวว่าให้ระงับโครงการก่อสร้างไว้ก่อน ก็รู้สึกใจหายและเป็นกังวล กลัวว่าจะไม่มีน้ำใช้ ทางสมาชิกในชุมชนทั้ง 83 แห่ง จึงเห็นร่วมกันว่าจะช่วยกันล่ารายชื่อประชาชนที่เดือดร้อน ไปยื่นขอความเป็นธรรมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการดำเนินการสร้างระบบประปาให้แล้วเสร็จ
           
           "โดยจะนำรายชื่อไปยื่นให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตอ.เมือง นครราชสีมา เพื่อขอความเห็นใจให้ช่วยเหลือ ให้การก่อสร้างเดินหน้าต่อไปให้แล้วเสร็จ" พ.อ.พีระยุทธ์ กล่าว


    Windows 7: Simplify your PC. Learn more.