กรมชลฯ กำลังจะทำลายมรดกโลก "อุทธยานแห่งชาติปางสีดา และอุทธยานแห่งชาติเขาใหญ่"

on วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

เรียนพี่น้องเกษตรกร/ชาวนาและสมัชชาคนจนบนเขื่อนราษีไศลและเกษตรกร/ชาวนาในเขตจังหวัดปราจีนบุรีที่เคารพ.
 
            ผมได้นำข้อมูลโครงการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ของกรมชลประทานซึ่งคณะกรรมการมรดกโลก(ไทย)ยินยอมให้ก่อสร้างได้แล้วคือ
 
โครงการก่อสร้างเขื่อนห้วยโสมง/และอีกเขื่อนคือ โครงการก่อสร้างเขื่อนห้วยใสน้อย - ห้วยใสใหญ่(ยังไม่ไฟเขียว)
 
            กรุณาช่วยกันตรวจสอบข้อมูลด้วยว่า ที่กรมชลฯ อ้างตามแนวพระราชดำรินั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้ก่อสร้างเขื่อนขนาดไหน?กันแน่ครับ เพราะในระยะหลัง พระองค์ท่าน ทรงให้สร้างเขื่อน "เตี้ยๆ"ดังที่ผมได้นำเสนอไปแล้ว.
 
            โดยความเห็นส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยเลยที่จะก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในพื้นที่อุทธยานแห่งชาติดังกล่าว เพราะผมเห็นว่า ประโยชน์ที่อ้างนั้นจะไม่ถึงเกษตรกร/ชาวนาจริง และในทางตรงกันข้ามยังจะทำให้เกิดอุทกภัยมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น เขื่อน ลำปาว และเขื่อน ลำพระเพลิง ได้สร้างความเสียหายและความยากจนให้แก่พี่น้องเกษตรกร/ชาวนาในพื้นที่ดังกล่าวอย่างมหาศาลและยังไม่มีการแก้ไขเลยครับ เอาแต่สร้างไปเรื่อยๆเพื่อใช้งบประมาณครับ. ผมอยากขอให้คุณอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เคยกล่าวอยู่เสมอว่า "ประชาชนต้องมาก่อน" นั้นขอให้ท่านได้ชลอการก่อสร้าง
เอาไว้ก่อน จนกว่า กรมชลฯ จะได้ทำการสำรวจความเสียหายที่เกิดจากอุทกภัยอันเนื่องมาจากเขื่อน ลำปาว และเขื่อน ลำพระเพลิง ให้ชัดเจนเสียก่อนและรีบหาแนวทางแก้ไข รวมทั้งเขื่อนปากมูล เขื่อนราษีไศล และเขื่อน หัวนา ซึ่งก็ยังคารา คาซังกันอยู่ พี่น้องเกษตรกร/ชาวนาและประชาชนเขาต่อต้านหนัก. (รวมทั้งเขื่อนที่ถูกลืม เช่น เขื่อน ลำนางรอง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะและเขื่อน ลำปลายมาศ ถูกปลดออกจากตารางเขื่อนขนาดใหญ่แล้วด้วย)
 
         อนึ่งผมทราบว่า พรรคการเมืองใหม่ จะมีการประชุมเลือกกรรมการบริหารและห้วหน้าพรรค ในเร็ววันนี้ ผมไม่อยากให้รอ อยากให้พรรคการเมืองใหม่ ช่วยค้นหาข้อมูลและนำเสนอแก่ประชาชนด้วย/และช่วยกันต่อต้าน.
 
         งบประมาณรวมกันมากถึง ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทเศษ น่าที่จะนำไปแก้ปัญหาเขื่อน ลำปาว และเขื่อน ลำพระเพลิง โดยการก่อสร้างเขื่อนขนาดเล็กลงเหนือเขื่อนทั้งสองให้เก็บน้ำส่วนที่เกินกว่าเขื่อนทั้งสองจะรับได้ เขื่อนเดียวไม่พอ ก็สร้างสองแห่งเหนือขึ้นไปอีก เพื่อเก็บกักน้ำเอาไว้และค่อยๆปล่อยมาใช้ในหน้าแล้ง จะสร้างได้เร็ว และเป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซาก ให้พื้นที่ ลุ่มน้ำปาว และลุ่มน้ำมูลด้วยครับ. อย่าบอกนะครับว่า เขื่อนลำปาวกำลังปรับปรุงอยู่ และเขื่อน ลำพระเพลิงก็กำลังจะเปิดการประมูล เพราะผมและพี่นร้องเกษตรกร/ชาวนาไม่เชื่อว่าจะแก้ปัญหาอุทกภัยได้ครับ.
         
            ด้วยจิตรคารวะ
 
       ประชุม สุริยามาศ. วย.๗๗๗
 

มรดกโลกไฟเขียวสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง

วันศุกร์ ที่ 04 กันยายน 2552 เวลา 0:00 น

Bookmark and Share

นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน  เปิดเผยว่า  ขณะนี้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วย  อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ได้พิจารณาอนุญาตให้กรมชลประทานเข้าใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานประมาณ 1,655 ไร่ และอุทยานแห่งชาติปางสีดาอีกประมาณ 1,072 ไร่ ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2553
   
พื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง ตั้งอยู่ในเขตตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี มีความจุในระดับเก็บกัก 295 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นเขื่อนดินสูง 53 เมตร สันเขื่อนกว้าง 9 เมตร ยาว 3,967 เมตร
   
เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี และลุ่มน้ำบาง  ปะกงตอนบน ที่เกิดขึ้นทุกปี และส่งน้ำเพื่อการเกษตรในเขตชลประทานได้ตลอดทั้งปีครอบคลุมพื้นที่กว่า 111,300 ไร่ ในเขตอำเภอนาดี และอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี 
   
และเป็นน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างพอเพียง มีน้ำต้นทุนในการรักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม น้ำเน่าเสียในแม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำบางปะกง เป็นแหล่งขยายและเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด   เป็นแนวป้องกันการบุกรุกทำลายป่าในพื้นที่มรดกโลก เป็นแหล่งน้ำให้กับสัตว์ป่าและให้ความชุ่ม ชื่นแก่พันธุ์ไม้ต่าง ๆ เป็นแหล่งน้ำสำรองในการดับไฟป่าที่เกิดขึ้นเป็นประจำในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนา อุตสาหกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกและพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบอีกด้วย
   
"โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขา จังหวัดปราจีน บุรี และสระแก้ว ตามพระราชดำริ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับ โครงการดังกล่าวถึง 6 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2521 เป็นต้นมา โดยให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการชลประทานประเภทอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำพระปรงและลุ่มน้ำห้วยโสมง ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำบางปะกง เนื่องจากสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ และยังสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในกิจกรรมอื่น ๆ อีกด้วย" อธิบดีกรมชลประทาน  กล่าว.
 
 
 
 

รายละเอียดโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง

ที่ตั้งโครงการห้วยโสมง
                   
โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง  มีที่ตั้งหัวงานในเขตบ้านแก่งยาว  ตำบลแก่งดินสอ  อำเภอนาดี  จังหวัดปราจีนบุรี  ณ  เส้นละติจูด  140- 04-49 องศาเหนือ  และเส้นลองติจูด 102-01-49 องศา ตะวันออกหรือพิกัดตามระบบ UTM 48 PSA 793-584 ตามแผนที่ภูมิประเทศ มาตราส่วน 1:50,000  ของกรมแผนที่ทหาร ระวาง 5437 III (ดูรูปที่2.1-1 ประกอบ) มีขอบเขตพื้นที่หัวงานโครงการฯและพื้นที่อ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตตำบลแก่งดินสอส่วนพื้นที่ชลประทานอยู่ในเขตตำบลแก่งดินสอ  อำเภอนาดี  ตำบลเมืองเก่า  ตำบลบ่อทองและตำบลบ้านนา
 อำเภอกบินทร์บุรี ครอบคลุมพื้นที่ชลประทาน  111,300 ไร่

ลักษณะโครงการ
                            จากการทบทวนรายงานการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม  โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง  จังหวัดปราจีนบุรี  ของกรมชลประทาน (พฤษภาคม พ.ศ.2538)และรายงานการทบทวนด้านอุทกวิทยาในขั้นการออกแบบรายละเอียด  ของกรมชลประทาน (พ.ศ.2544) พบว่าโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง  ประกอบด้วยงานเขื่อนเก็บกักน้ำและ
อาคารประกอบ  งานระบบชลประทาน  งานระบบระบายน้ำ  และงานจัดสรรที่รองรับอพยพจากเขตอ่างเก็บน้ำ ดังสามารถสรุปองค์ประกอบและลักษณะโครงการดังนี้

 1) สภาพทางอุตุ-อุทกวิทยา
                                -  พื้นที่ลุ่มน้ำเหนือที่ตั้งเขื่อนเก็บกักน้ำ                                                                                    443.00            ตร.กม.
                                -  ความยาวลำน้ำสายหลักจากต้นน้ำ                                                                                          32.00             กิโลเมตร
                                -  ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำรายปีเฉลี่ย                                                                             266.00            ล้าน  ลบ.ม.

                            2) ลักษณะอ่างเก็บน้ำ
                                -  ระดับเก็บกักน้ำต่ำสุด                                                                                                              +32.200            เมตร (รทก.)
                                -  ระดับเก็บกักน้ำปกติ                                                                                                                +48.000            เมตร (รทก.)
                                -  ระดับน้ำสูงสุด                                                                                                                         +49.400            เมตร (รทก.)
                                -  ความจุอ่างเก็บน้ำที่ระดับเก็บกักต่ำสุด                                                                                    +19.500            ล้าน ลบ.ม.
                                -  ความจุอ่างน้ำที่ระดับเก็บกักปกติ                                                                                            295.00              ล้าน ลบ.ม.
                                -  ความจุอ่างเก็บน้ำที่ระดับน้ำสูงสุด                                                                                          340.00              ล้าน ลบ.ม.
                                -  ปริมาณตะกอนสะสมในอ่างเก็บน้ำ   (รอบ  500  ปี)                                                               18.15                ล้าน ลบ.ม.
                                -  พื้นที่ผิวน้ำที่ระดับเก็บกักต่ำสุดประมาณ (6.00 ตร.กม.)                                                          3,750                   ไร่
                                -  พื้นที่ผิวน้ำที่ระดับเก็บกักปกติประมาณ (26.00 ตร.กม.)                                                        16,250                   ไร่
                                -  พื้นที่ผิวน้ำที่ระดับน้ำสูงสุดประมาณ (27.12 ตร.กม.)                                                            16,948                   ไร่

3) อาคารหัวงาน
                               
โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง  มีอาคารหัวงานเป็นเขื่อนดินแบบแบ่งโซน (Zone type dam) 
                                ประกอบด้วย  ลักษณะงานส่วนสำคัญดังนี้
                                -  ระดับสันเขื่อน                                                                                                                       +
53.000                เมตร (รทก.)
                                -  ความกว้างสันเขื่อนดิน                                                                                                              9.00                   เมตร
                                -  ความยาวสันเขื่อนดิน                                                                                                            3,967.51                เมตร
                                -  ความสูงเขื่อนจากท้องน้ำประมาณ                                                                                            32.75                 เมตร
                                -  ลาดเขื่อนดิน
                                        ด้านเหนือน้ำ                                                                                                                            1:3            
                                        ด้านท้ายน้ำ                                                                                                                             1:2.5
                                -  ส่วนกว้างที่สุดของฐานเขื่อนประมาณ                                                                                    207.00                เมตร
                                -  ปริมาตรตัวเขื่อน                                                                                                                    7,200,000             ลบ.ม.

 4) อาคารประกอบหัวงาน
                              
  อาคารระบายน้ำล้น  มีที่ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของเขื่อนหลัก
                                        ก)  ชนิดบานระบายโค้งขนาด 7.00 x 6.00 เมตร รัศมี 8.00  เมตร จำนวน 3 บาน
                                        ข)  ระดับสันธรณีประตู +42.980 เมตร (รทก.)
                                        ค)  ระดับเก็บกักน้ำปกติ (ร.น.ก.) +48.00 เมตร (รทก.)
                                        ง)  ระดับสูงสุด (ร.น.ส.)+49.400 เมตร (รทก.)
                                        จ)  ระดับสันตอม่อ +53.000 เมตร (รทก.)
                                        ฉ)  สามารถระบายน้ำผ่านสูงสุด 630.57 ลบ.ม./วินาที ที่ระดับน้ำสูงสุด +49.400  เมตร 
                                              (รทก.) (Return period ของน้ำหลากรอบปีการเกิดซ้ำ 1,000 ปี)

                          
5) พื้นที่ชลประทาน
                               
5.1 พื้นที่ชลประทานฝั่งซ้ายจำนวน 94,800 ไร่
                                5.2  พื้นที่ชลประทานฝั่งขวาจำนวน 16,500 ไร่

                          
  6) ระบบชลประทาน
                               
6.1 ความยาวของคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย  34.25  กม.
                                6.2 ความยาวของคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา  11.00  กม.
                                6.3 ความยาวของคลองซอยฝั่งซ้าย (54 สาย)  178.81  กม.
                                6.4 ความยาวของคลองซอยฝั่งขวา  (17 สาย)  35.27  กม.

                           
7) งบประมาณ 
                               
งบประมาณโครงการทั้งสิ้น  6,036.520 ล้านบาท 
 
 
 
 
 
 

รายละเอียดโครงการอ่างเก็บน้ำใสน้อย-ใสใหญ่

ลักษณะโครงการ
       
โครงการอ่างเก็บน้ำใสน้อย-ใสใหญ่ ต.สะพานหิน  อ.นาดี  จ.ปราจีนบุรี  เป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่ งบประมาณในการก่อสร้าง 9,694.81 ล้านบาท
สามารถสรุปลักษณะของโครงการได้ดังนี้
ลักษณะโครงการ
        สรุปลักษณะโครงการอ่างเก็บน้ำใสใหญ่ตอนล่าง
            ที่ตั้ง                                                                                                            อ.นาดี        จ.ปราจีนบุรี
            แผนที่มาตราส่วน                                                                                      1:50,000 ระวาง 5337 II , 5337 III
            พิกัดที่                                                                                                        1,566,290N 794,620E
            ประเภทโครงการ                                                                                       เก็บกักน้ำ
            พื้นที่รับน้ำเหนือหัวงาน                                                                                        615                    ตร.กม.
            ฝนเฉลี่ยทั้งปีประมาณ                                                                                        2,000                    มม.
            ปริมาณน้ำไหลผ่านหัวงานในเกณฑ์เฉลี่ยประมาณ                                             531                      ล้าน ลบ.ม.
            อัตราน้ำหลากในรอบ 10,000 ปี                                                                          1,709                    ลบ.ม./วินาที

        อาคารหัวงานอ่างเก็บน้ำ :
            อ่างเก็บน้ำ

            -  ระดับเก็บกักปกติ                                                                                                +65                   ม.รทก.
            -  ระดับน้ำต่ำสุด                                                                                                    +22                     ม.รทก.
            -  ระดับน้ำนองสูงสุด                                                                                         +66.7                      ม.รทก.
            -  ความจุอ่างฯ ที่ระดับเก็บกักปกติ                                                                        334                    ล้าน ลบ.ม.
            -  ความจุอ่างฯ ที่ระดับน้ำต่ำสุด                                                                            5.73                    ล้าน ลบ.ม.
            -  ความจุอ่างฯ ที่ระดับน้ำนองสูงสุด                                                                     361                    ล้าน ลบ.ม.
            -  ความจุอ่างฯ ใช้การ                                                                                            328                    ล้าน ลบ.ม.
            -  พื้นที่ผิวอ่างฯที่ระดับเก็บกักปกติ                                                                    7,858                    ไร่
            -  พื้นที่ผิวอ่างฯที่ระดับน้ำนองสูงสุด                                                                 8,129                     ไร่

            เขื่อน
            -  ชนิด เขื่อนดินชนิดคละแบ่งโซน (Random Zone)
            -  ระดับสันเขื่อน                                                                                                 +70                        ม.รทก.
            ความสูงเขื่อน (สูงสุด)                                                                                           60                        ม.
            -  ความยาวเขื่อน                                                                                               3,130                        ม.
            -  ปริมาตรตัวเขื่อน                                                                                                 21                        ล้าน ลบ.ม.
            -  ความกว้างของสันเขื่อน                                                                                     10                         ม.
            -  ความกว้างของฐานเขื่อน (กว้างที่สุด)                                                              320                         ม.
            -  ความลาดของเขื่อนด้านเหนือน้ำ                                                                   1:2.5            
            -  ความลาดของเขื่อนด้านท้ายน้ำ                                                                      1:2.5
            อาคารระบายน้ำล้น (Spillway)
                    แบบ Gate-Control Chute Spillway
                    ระดับสันอาคาร                                                                                       +59.00                        ม.(รทก.)
                    ความยาวอาคาร                                                                                               62                        ม.
                    ระบายน้ำได้สูงสุด                                                                                    1,667                        ลบ.ม./วินาที

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
        -  ส่งน้ำให้แก่พื้นที่ชลประทานทั้งหมด                                                                                            283,900     ไร่
                    เป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน            จำนวน                                       249,900      ไร่
                    โดยแยกเป็น   - พื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ฝั่งซ้าย            จำนวน                                        3,400         ไร่
                                            - พื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ฝั่งขวา            จำนวน                                        19,000       ไร่
                                            - พื้นที่ชลประทานท่าแห                           จำนวน                                        60,000       ไร่
                                            - พื้นที่ชลประทานท่าแหส่วนขยาย           จำนวน                                       25,000       ไร่
                                            - พื้นที่ชลประทานโครงการบางพลวง        จำนวน                                     142,500       ไร่

                    และพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน จำนวน  34,000  ไร่
                    โดยแยกเป็น    - โครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าของ พพ.         จำนวน                                        9,000          ไร่
                                            - โครงการฝายปราจีนบุรี                             จำนวน                                      25,000          ไร่

        -  ส่งน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค และอุตสาหกรรม                                                                                      111           ล้าน ลบ.ม./ปี
        - บรรเทาอุทกภัย อำเภอกบินทร์บุรี                                                                                                       5.32           ล้านบาท/ปี
        - ผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด                                                                                                         1,569           ล้านบาท/ปี
                    ประกอบด้วย
                        - ผลประโยชน์ทางด้านการเกษตร                                                                                       1,103           ล้านบาท/ปี
                        - ผลประโยชน์ทางด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค                                                                  461           ล้านบาท/ปี
                        - ผลประโยชน์ทางด้านบรรเทาอุทกภัย                                                                                 5.32           ล้านบาท/ปี
        -  อัตราส่วนผลตอบแทนต่อการลงทุน (B/C)                                                                                        1.17            ล้านบาท/ปี
           (ที่อัตราคิดลดร้อยละ 10)
        -  อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR)                                                                                    11.38    %
        -  มูลค่าปัจจุบันตอบแทนสุทธิ (NPV)                                                                                                1,000           ล้านบาท/ปี
            (ที่อัตราคิดลดร้อยละ 10
)

 
 
 
 
 


Microsoft brings you a new way to search the web. Try Bing™ now

มะรุมรักษาโรคเอดส์

     ใช้ทานใบมะรุม ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น.      
 
            ด้วยจิตรคารวะ
 
   ประชุม สุริยามาศ.วย.๗๗๗
 
 
 
 
หนังสือนาฬิกาชีวิตตอน๒ มะรุม ต้นไม้เพื่อชีวิต โดย ดร.วิไลวรรณ อนุสารสุนทร



Link : ไปยังข้อมูลต่างๆ จากหนังสือ นาฬิกาชีวิตตอน ๒
มะรุม ต้นไม้เพื่อชีวิต
โดย ดร.วิไลวรรณ อนุสารสุนทร





คำนำ / บทสำนึกคุณ จากผู้เขียนหนังสือ

ข้อมูลคร่าวๆ จากแหล่งอ้างอิง

ประสบการณ์ตรงจากชีวิตจริง

มะรุมรักษาโรคเอดส์ (AIDS)

ตำราอาหารเกี่ยวกับมะรุมและธรรมชาติบำบัด





 



มะรุมรักษาโรคเอดส์

AIDS: Artemisia Annua Anamed (A.3)
and Moringa

เราได้รับข่าวมหัศจรรย์จากเมืองมูโซมา ประเทศแทนซาเนีย Africa Inland Church ใน Tanzania (AICT) ซึ่งมีศูนย์สุขภาพท้องถิ่นที่มีแพทย์ชาวแทนซาเนียเป็นผู้ดูแล ชื่อคุณหมอ Feleshi กับพยาบาลชาวเยอรมันชื่อ Maike Ettling ทำการช่วยเหลือกลุ่มคนที่กำลังเป็นโรคเอดส์ ที่เรียกตัวเองว่า เผ่า Kazo Roho

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พวกเขาได้ทำการรักษาคนไข้โรคเอดส์มากกว่า 100 คน โดยใช้ชา Artemisia Annua และมะรุมร่วมด้วยการดูแล อย่างใกล้ชิด ด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคมของผู้ป่วย ผู้ป่วย 5 คนที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นผู้ที่ได้เปลี่ยนจาก HIV+ เป็น HIV- และแต่ละกรณีได้รับการยืนยัน

ตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน มันเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ถึงแม้ว่าคนป่วยจะได้รับการรักษาจนหายจากโรคเอดส์แล้ว เขาจะยังคงมี HIV+ อยู่อย่างเดิม ดังนั้น ผลการรักษาครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์และลึกลับมาก สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือสุขภาพของคนป่วยทุกคนดีขึ้นอย่างมาก น้ำหนักเพิ่มขึ้น และสุขภาพโดยทั่วไปแข็งแรงขึ้น และผลการตรวจ CD4 cell count ก็เพิ่มขึ้น

หมอและพยาบาลได้ใช้การรักษาด้วยวิธีเพิ่มภูมิต้านทาน ให้คนไข้โรคเอดส์ที่ Musoma คุณหมอได้ใช้วิธีเดียวกันนี้และยาสมุนไพรธรรมชาติรักษาทุกโรค ตั้งแต่ไอ นอนไม่หลับ ปวดศรีษะ และโรคต่างๆ และหมอยังให้ความช่วยเหลือด้านอารมณ์ และจิตวิญญาณของคนไข้อย่างมาก

คนไข้ # 1 C.M.
- อายุ 62 ปี มีภรรยา 3 คน และเมื่อพบว่าตัวเองเป็น HIV+ ได้ทิ้งภรรยาทั้ง 3 ไว้ที่หมู่บ้าน เพื่อไปรักษาตัว
-จาก HIV test ในปี 2002 ที่ AICT ศูนย์สุขภาพได้ผลบวก (จากการตรวจ 2 แบบ Capillar (เจาะเลือด) และ Determine (การวินิจฉัยของแพทย์))
- อาการขณะนั้น : อ่อนเพลีย ไม่มีแรง และมีไข้
- เริ่มใช้ A-3, มะรุม และเมล็ด pawpaw
- อาการทั่วไปเริ่มดีขึ้น
- ตรวจดูอีกครั้งในปี 2003 (AICT ศูนย์สุขภาพ)
- ผล : บวก
- ตรวจอีก 3 ครั้งในเดือนมีนาคม 2004 (1.AICT ศูนย์สุขภาพ 2.DDH Bunda 3.โรงพยาบาลของรัฐ, Musoma) ทั้ง 3 ครั้งได้ผล : ลบ

คนไข้ # 2 T.C.
- เสียชีวิตในปี 2004 ด้วยปัญหาเกี่ยวกับหัวใจเมื่ออายุ 45 ปี อย่างไรก็ตาม เธอเป็นตัวอย่างที่ดีที่ผลการรักษาทำให้เธอกลายเป็น ผลลบ
- แต่งงานและสามีเสียชีวิตปี 2000 มีบุตรธิดารวม 5 คน
- ตรวจที่ ร.พ. Musoma Government Hospital ปี 2001 ผลบวก
- เริ่มมารักษาที่ Kaza Roho ในปี 2003
- เริ่มทำงานที่กระทรวงสาธารณสุขในเขต Mara & Ukerewe โดยการไปเยี่ยมคนไช้ตามบ้าน
- เริ่มใฃ้ยา A-3 และมะรุม
- ตรวจที่ศูนย์สุขภาพ AICT ในปี 2002 ก.พ. 2003 และ มิ.ย. 2003 ตรวจเลือดและหมอวินิจฉัยทั้ง 3 ครั้ง ได้ผลบวก
- ตรวจอีกครั้ง ก.ย. 2003 ที่ศูนย์สุขภาพ Musoma - ผลลบ
- ตรวจอีกที่ Muhmbili/dar, Musoma Government Hospital อีก 2 ครั้ง ผลทั้งหมดเป็นผลลบ

คนไข้ # 3 N.M.
- อายุ 25 ปี แต่งงานปี 2004
- เป็นพยาบาลและผดุงครรภ์ ทำงานที่ศูนย์สุขภาพ Bunda AICT จนถึงปี 2004
- ตรวจ ธ.ค. 2003 ที่ศูนย์สุขภาพ Bunda AICT - ผลบวก
- เริ่มใช้ A-3, กระเทียม และมะรุม
- ตรวจอีกครั้งที่ศูนย์สุขภาพ AICT มี.ค. 2003 - ผลบวก
- ตรวจอีกครั้ง ก.ค. 2004 ผล : ลบ

คนไข้ # 4 S.M.
- ตรวจปี 2002 ที่ศูนย์สุขภาพ AICT เมือง Musoma ผล : บวก
- เป็นวัณโรคในปี 2002
- เริ่มรับ A-3 และมะรุม
- 6 เดือนหลังจากนั้นอาการทั่วไปดีขึ้นมาก
- ตรวจอีกครั้ง ก.ย. ที่ศูนย์สุขภาพ AICT ผล:ลบ
- ตรวจในปี 1999 โดยวิธี Capillars (ตรวจเลือด) (โดยได้ไปบริจาคเลือดที่ศูนย์สุขภาพ AICT เมือง Kazilankanda ผล : ลบ
- ตรวจอีกครั้งปี 2000 ณ ทีเดิม ผล : ลบ

คนไข้ # 5 M.K.
- แต่งงานแล้ว
- ปี 2001 เริ่มจากรักษากับหมอท้องถิ่นท่ Ukerewe
- ตรวจ 2 ครั้งในปีนั้น ผลทั้ง 2 ครั้ง : ผลบวก
- ปี 2003 เริ่มใช้ A-3 ที่ศูนย์สุขภาพ AICT Mesoma ผล : บวก
- ตรวจ มิ.ย. 2004 ที่ ที่เดิม ทั้งตรวจเลือดและหมอวินิจฉัย ผล : ลบ
- ตรวจ 2 ครั้งที่ ร.พ. Bugando, Mwanza ผล : ลบ
- ตรวจ CD4 ในเดือน ก.ย. 2004 ได้ผล 815
- ตรวจอีกครั้งที่ศูนย์สุขภาพ Musoma ในเดือน ก.ย. 2004 ผล : ลบ
- ผลของการใช้ A-3 และมะรุมในการรักษา ช่วยเพิ่ม cell CD4 จะเห็นได้จากกรณีดังต่อไปนี้

คนไข้ # 6 M.N.
- อายุ 32 ปี
- มาที่ศูนย์สุขภาพ AICT Musoma ในปี 2002 ด้วยอาการค่อนข้างหนัก
- ตรวจพบผลบวกมาก่อนแล้ว
- ตรวจที่ศุนย์ ผล : บวก
- ขณะนั้น CD4 มีค่า 34
- เริ่มใช้ A-3 และมะรุมในการรักษา
- 3 เดือนหลังจากนั้น CD4 มีค่า 280


หมายเหตุ
ได้รับรายงานจากคุณไพลิน มีเดช กรุณาแจ้งมาด้วยความปรารถนาดีว่า ท่านใดที่เป็นโรคเม็ดโลหิตแดงแตกกระจาย TG6PD การทานมะรุมจะทำให้เป็นอันตรายต่อเม็ดโลหิตแดงอย่างมาก ขอขอบพระคุณในข้อมูลนี้เป็นอย่างสูงค่ะ

ข้อสรุป
การใช้วิธีธรรมชาติเพื่อช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของคนไข้โรคเอดส์เพิ่มขึ้นขอแนะนำให้คนไข้ใช้ 3 ข้อ จากข้อเสนอต่อไปนี้

1. กระเทียม Allium Sativum, ควรกินกระเทียมดิบอย่างน้อยวันละ 3 กลีบ
2. Artemisia Annua เป็นพืชล้มลุกที่ปลูกได้ผลมากที่สุดในประเทศจีนเท่านั้น และยังไม่มีคำแปลเป็นภาษาไทยที่ถูกต้อง น่าจะหาได้ตามร้านขายยาจีนแผนโบราณ การใช้ในเดือนแรกให้ดื่มชานี้โดยใช้ใบแห้ง 5 กรัม ชงดื่มทุกวัน หลังจากนั้นเดือนละ 1 สัปดาห์ ให้ดื่มชานี้ซ้ำอีก
3. Neem ใบสะเดา, Azadirachta Indica : ให้รับประทานผงที่ทำจากใบ Neem ใบสะเดาแห้ง 1 ถึง 2 ช้อนชาพูนๆ อาทิตย์ละ 1 ครั้ง
4. ตะไคร้ (Lemon Grass) Cymbopogon Citratus: ให้ดื่มชาตะไคร้ 2 ลิตร โดยใช้ใบสด 1 กำมือ ต้มน้ำ 1 ลิตร ต่อวัน
5. ว่านหางจระเข้ ดื่มน้ำว่าน (เป็นวุ้น) 1-2 ช้อนโต๊ะทุกวัน วุ้นว่านนี้อาจจะนำมาผสมกับน้ำผึ้งในปริมาณเท่ากับว่านก็ได้
6. มะนาว : ให้ดื่มน้ำมะนาว 1 ลูก / ต่อวัน
7. มะรุม : ใช้ใบมะรุมที่ป่นเป็นผง โรยใส่อาหารวันละ 3 เวลาทุกวัน ตลอดชีวิต

ในการศึกษานี้ เราสนใจผลของ Arternisia Tea และผงใบมะรุมเป็นพิเศษ ถึงแม้ว่าส่วนประกอบอื่นๆ จะใช้ก็ได้


มะรุม ต้นไม้มหัศจรรย์
จากหนังสือ นาฬิกาชีวิตตอน๒
เขียนโดย ดร.วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


Microsoft brings you a new way to search the web. Try Bing™ now

มะรุมต้นไม้มะหัศจรรย์

เรียนพี่น้องเกษตรกร/ชาวนาและสมัชชาคนจนบนเขื่อนราษีไศลที่นับถือ.
 
            ผมได้ฟังวิทยุจาก "คลื่นยามเฝ้าแผ่นดิน" www.managerradio.com  รายการ คนในข่าว โดยคุณแอน จินดารัตน์
ปเนรายการเมื่อ.-
 
 

21/09/52 รายการ "แอน จินดารัตน์" มะรุม สมุนไพรไทย ให้คุณประโยชน์มากมาย
 
             ผมเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่พี่น้องเกษตรกร/ชาวนา ซึ่งก็รู้จัก ต้นมะรุม เป็นอย่างดีแล้ว โดยเฉพาะ แกงส้มมะรุม. และผมได้เข้าไปค้นจากกูเกิล พบข้อมูลที่น่าสนใจอีกมากมายครับเช่น.-
 
มะรุมรักษาโรค, มะรุมต้นไม้มะหัศจรรย์, มะรุมแคบซูล.
 
มะรุมสมุนไพร, มะรุมแก้โรค, มะรุมรักษามะเร็ง.
 
มะขามผง, มะรุมเพื่อชีวิต, มะระสรรพคุณ,
 
มะรุมรักษาโรคเอดส์ (AIDS) เป็นต้น
 
ลองเลือกเข้าไปค้นข้อมูลมาอ่านเพิ่มเติมกันนะครับ

มะรุม ต้นไม้มหัศจรรย์ 1

ประโยชน์จากส่วนต่างๆ ของต้นมะรุม

ใบสด

           เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่ ควรรับประทานใบสดที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป การใช้ใบสดปรุงอาหารต่างๆ สามารถทำได้ตามความต้องการและความถนัด เนื่องจากใบมะรุมมีธาตุเหล็กสูง ฉะนั้นจึงไม่ควรให้ทารกในวัยเจริญเติบโตถึง 2 ขวบรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป

           ใบมะรุมสดก็เหมือนผักใบเขียวทุกชนิด ไม่ควรรับประทานเป็นจำนวนมากเพราะจัดเป็นยาถ่ายประเภทหนึ่ง เมื่อเริ่มรับประทาน บางท่านอาจจะมีอาการท้องเสีย อาการต่างๆ มิได้เกิดขึ้นกับทุกคน เข้าใจว่าเป็นไปตามสภาพร่างกายของแต่ละคน บางคนอาจมีอาการง่วงขนาดหนักจนขับรถแทบไม่ได้ บางคนมีผื่นลมพิษทันทีหลังรับประทาน

           ซึ่งเรื่องนี้ได้ปรึกษากับท่านอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา ท่านได้ให้คำอธิบายว่าเป็นผลมาจากการที่ร่างกายได้สะสมสารพิษไว้เป็นจำนวนมาก หากเกิดอาการเช่นนี้ให้หยุดรับประทานชั่วคราวแล้วเริ่มใหม่ ทำเช่นนี้หลาย ๆ ครั้งอาการจะดีขึ้นตามลำดับ จากผลการทดลองของเวิร์ดเชิสยังไม่พบผู้มีอาการแพ้เลย แต่สำหรับในประเทศไทยนั้น ท่านอาจารย์สุทธิวัสส์พบว่า มีผู้ที่เกิดอาการแพ้ภายหลังรับประทานใบมะรุม โดยมีอาการวิงเวียนศรีษะ ในกรณีนี้ท่านแนะนำให้รับประทานใบแมงลัก อาการวิงเวียนศรีษะก็จะหายไป การรับประทานใบสด ไม่ควรถูกความร้อนนานเพราะจะทำให้สูญเสียสารอาหารหลายชนิด ใบสดใช้จิ้มน้ำพริก ใส่แกง ใส่สลัด และใส่แซนด์วิช

           ใบสดเปล่า ๆ จะมีรสเผ็ด แต่เมื่อนำมารับประทานกับข้าว หรือแซนด์วิสจะไม่รู้สึกเผ็ดเลย ในระยะ จากหนังอ้างอิงของ ดร.ฟุคเล่ย กล่าวว่าถ้าคั้นใบมะรุมสดดื่มวันละ 1 ช้อนโต๊ะ จะสามารถรักษาอาการของโรคเบาหวานได้ และควบคุมความดันโลหิตสูง

           วัยรุ่นและผู้ใหญ่ รับประทานสด วันละ 1 -3 กิ่ง หรือใช้ประกอบอาหารก็ได้ ถ้าจะให้ได้ผลเร็วควรคั้นน้ำดื่มประมาณวันละ 1 ช้อนโต๊ะ สำหรับผู้ใหญ่ และ 1 ช้อนชาสำหรับเด็กวัยรุ่น ถ้ามีอาการท้งอเสียให้ลดจำนวนลง แล้ว ค่อย ๆ เพิ่มอาการจะดีขึ้น การรับประทานสม่ำเสมอจะสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย   

วิธีทำใบมะรุมตากแห้ง    

           ง่าย ๆที่สามารถทำได้ในครัวเรือน ถ้าปลูกได้เอง ก่อนเก็บหนึ่งวันให้ฉีดน้ำล้างใบให้สะอาด จากนั้นจึงนำมาผึ่งให้แห้งในที่ร่ม  ใบแห้งสนิทจะสังเกตได้ง่าย ๆ คือ เวลาเอามือจับใบจะกรอบ แตกง่าย ถ้าตาก 2 - 3 วันแล้วยังไม่แห้ง ให้เปิดเตาอบ อุณหภูมิร้อนเท่าแสงแดด ใส่ใบมะรุมเข้าไปประมาณ 10 นาทีใบจะกรอบ รีบนำออกมาทันที ถ้าไม่เตาอบให้นำใบมะรุมใส่กระด้งที่สานถี่ ๆ ชนิดที่ใบไม่สามารถหลุดร่วงลงไปได้ เอาตะแกรงอีกใบปิดครอบเพื่อกันแสงแดดทะลุลงไป แล้วนำไปตากกลางแดดสัก 2 ชั่วโมง หรือจนกว่าใบจะกรอบ

           ใบแห้งจะขาดไวตามินซี ไวตามินบี คลอรีนและแร่ธาตุบางจำพวกที่สูยหายไปในระหว่างการทำให้แห้ง แต่คุณสมบัติอื่น ๆ ยังคงเดิม ถ้าจะเก็บไว้ดื่มเป็นน้ำชา ให้เก็บไว้ในขวดทึบที่แสงผ่านเข้าไปไม่ได้ ป้องกันการเสื่อมคุณภาพ

การทำมะรุมผง

ทำได้หลายวิธี

1.  บดด้วยเครื่องบดกาแฟ

2.  ใส่ครกตำให้ละเอียด

3.  ถ้าไม่สามารถหาสิ่งเหล่านี้ได้ ก็ให้เอาใบทะรุมแห้งใส่ตะแกรงถี่ ๆ แล้วใช้แปรงลวดปัดไปปัดมา จะได้ผงมะรุมแห้งเก็บใส่กระป๋องหรือขวดทึบแสง รอบรรจุแคปซูล มะรุมผงก็เช่นกัน ควรเก็บในขวดทึบแสง

ฝักมะรุม

           นำไปปรุงอาหารได้หลายประเภท ทั้งแกงและผัด มะรุมที่ฝักอ่อนมาก ๆ ขณะที่เปลือกยังไม่แข็งจะมีรสชาติคล้ายถั่วฝักยาว นำมาประกอบอาหารได้เช่นเดี่ยวกับถั่วฝักยาว ฝักมะรุมกลางอ่อนกลางแก่ เวลานำมาปรุงอาหารเรามักจะปลอกเปลือกก่อน คุณสุภา  บุบผาชื่น ค้นพบว่าถ้านำเอาเปลือกมะรุมมาต้มกับเม็ดเก๋ากี้และฮ่วยซัวจะช่วยให้น้ำแกงมีรสอร่อย มีคุณค่าทางอาหารดีเยี่ยมและได้ไวตามินครบถ้วน

เมล็ดแก่

           เมล็ดมะรุมก็เช่นเดียวกับใบคือมีคุณค่ามหาศาล เพียงวันละ 1 เมล็ดก่อนนอน จะช่วยให้การขับถ่ายในตอนเช้าเป็ไปอย่างสม่ำเสมอ เมื่อการขับถ่ายกลับเป็นปกติแล้ว ขอแนะนำว่าควรงดการรับประทาน เพราะเมล็ดมะรุมเป็นยาปฏิชีวนะอย่างอ่อน อาจจะทำให้การรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลายาวนาน  จากการค้นพบว่าในการเดินทางไปในที่ ๆ ไม่ค่อยแน่ใจในเรื่องความสะอาดของน้ำและอาหาร ให้เคี้ยวเมล็ดมะรุมควบไปด้วย จะช่วยป้องกันโรดท้องเดินได้

            เมล็ดมะรุมจะมีรสขม แต่พอเคี้ยวไปสักพักจะเริ่มมีรสหวานขึ้นเรื่อย ๆ จนหวานจัด เมื่อดื่มน้ำ คอจะรู้สึกชุ่มชื่น หลังจากที่รับประทานครั้งแรก พบว่าอาการไอเรื้อรังหายไปทันที  เมล็ดมะรุมเป็นยาปฎิชีวนะอย่างอ่อนมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียหลายประเภท

 

 

 

 

 


 

Link : ไปยังข้อมูลต่างๆ จากหนังสือ นาฬิกาชีวิตตอน ๒
มะรุม ต้นไม้เพื่อชีวิต
เขียนโดย ดร.วิไลวรรณ อนุสารสุนทร



 



 

คำนำ / บทสำนึกคุณ จากผู้เขียนหนังสือ

ข้อมูลคร่าวๆ จากแหล่งอ้างอิง

ประสบการณ์ตรงจากชีวิตจริง

มะรุมรักษาโรคเอดส์ (AIDS)

ตำราอาหารเกี่ยวกับมะรุมและธรรมชาติบำบัด








 




ผลจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์คุณค่าทางโภชนาการของใบมะรุมดังนี้ :
เปรียบเทียบคุณค่าสารอาหารในใบมะรุมจากน้ำหนักเท่าๆ กัน กรัมต่อกรัม
ใบมะรุม
มีไวตามินซี มากกว่าส้ม 7 เท่า
มีแคลเซียม มากกว่านม 4 เท่า
มีไวตามินเอ มากกว่าแครอท 4 เท่า
มีโปแตสเซียม มากกว่ากล้วย 3 เท่า
มีโปรตีน มากกว่านม 2 เท่า

มะรุมเป็นไม้กลางบ้านของไทยที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมาเป็นเวลานาน นอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว ชาวอินเดียยังได้ทำการทดลองและเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการป้องกันโรคภัยต่างๆ ได้ถึง 300 ฃนิด

องค์การสหประชาชฃาติได้ให้การสนับสนุนในการค้นคว้าและวิจัยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในการรักษาโรคขาดอาหารและอาการตาบอดซึ่งเกิดขึ้น ในเด็กแรกเกิดจนถึงวียเจริญเติบโตในประเทศด้อยพัฒนา เช่นกลุมประเทศในแอฟริกาตอนใต้และประเทศอินเดีย

กลุ่มองค์การการกุศลหลายแห่งได้หันมาให้ความสนใจอย่างจริงจังกับพันธุ์ไม้ชนิดนี้ รวมทั้งในประเทศไทย กลุ่มนักศึกษาแพทย์ จำนวน 25 ท่านจากุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการทดลองวิจัย โดยนำมารักษาผู้ป่วยโรคงูสวัด แม้แต่กลุ่มประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤา เยอรมัน รัสเซีย ญี่ปุ่น จีน ก็หันมาให้ความสนใจ และทำการค้นคว้าอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง เบาหวาน โรคเอดส์ และอื่นๆ อีกมากมาย

ข้อมูลคร่าวๆ จากแหล่งอ้างอิง
ข้อมูลต่อไปนี้ ได้มาจากวารสารการค้นคว้าและวิจัยของแพทย์หลายแขนงที่ประสบผลสำเร็จ และจากประสบการณ์จริงในการใช้ส่วนต่างๆ ของต้นมะรุมในการบำรุงรักษาสุขภาพ ทุกๆ ท่านที่เอ่ยถึงยังมีชีวิตอยู่ บางท่านขอสงวนนาม บางท่านก็อนุญาตให้เปิดเผยนามได้

ประโยชน์ทั้งหลายที่พอจะรวบรวมได้ มีดังต่อไปนี้
I.ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ ลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดจากการขาดสารอาหารได้เป็นอย่างดี ในกรณีเด็กแรกเกิด การให้สารมะรุม ทำได้ดีที่สุดโดยผ่านทางน้ำนมมารดา เมื่อทารกดื่มนมมารดาที่รับประทานใบมะรุมอย่างสม่ำเสมอ สารอาหารสำคัญๆ จะผ่านสู่ทารกโดยง่าย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานและเพิ่มแคลเซียมเข้าไปเสริมกระดูกให้มารดาเป็นอย่างดี ผลที่ได้ 100% มีตัวอย่างจากวารสารลอสแอนเจลิสไทม์ ฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 2000 เป็นบทความชื่อ "มะรุม ต้นไม้มหัศจรรย์" โดย มาริค พิส บรรยายถึงเด็กชายชาวเอธิโอเปียอายุ 5 เดือน ซึ่งแพทย์หมดหวังที่จะให้การรักษา เพราะขาดสารอาหารอย่างรุนแรง ต่อมาเมื่อมารดาได้รับการแนะนำ โดยนายแพทย์ซึ่งเป็นหมอสอนศาสนาจากกลุ่มองค์กรการกุศล "ต้นไม้เพื่อชีวิต" ให้รู้จักการใช้ใบมะรุมแห้งบดละเอียดนำมาทำอาหาร ขณะนี้เด็กชายผู้นั้นมีอายุ 6 ขวบ สุขภาพสมบูรณ์และแข็งแรง พ้นภาวะตามืดบอดได้อย่างหวุดหวิด

II. ช่วยผู้ป่วยโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ สามารถลดการใช้ยาลงโดยความเห็นชอบและการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ผู้ทำการรักษา จากการตรวจวัดด้วยลูกดิ่ง ท่านอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา ได้บรรยาย ณ วัดป่าธรรมชาติว่า ถ้ารับประทานใบมะรุมอย่างสม่ำเสมอย่อมมีโอกาสที่จะหายจากโรคเบาหวานได้ คณะแพทย์และนักวิจัยทั่วโลกกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างสูง โดยหาดูรายละเอียดได้จากเว็ปไซต์ทั่วๆ ไป

III. ใช้ควบคุมความดันโลหิตสูง ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ แต่ทั้งนี้จะต้องช่วยตัวเองด้วยการควบคุมอาหาร การบริหารร่างกายง่ายๆ เช่น การเดิน การรำไท้ซี่ เป็นต้น มิฉะนั้นแล้ว การบำบัดด้านนี้จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร

IV. ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ถ้ารับประทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ นอกจากจะทำให้มารดามีสุขภาพสมบูรณ์และแข็งแรงแล้ว ทารกที่เกิดมาก็จะมีสุขภาพสมบูรณ์และโอกาสที่ทารกจะติดเชื้อ HIV ย่อมลดน้อยลงด้วย มะรุมจะช่วยเพิ่มแคลเซียมให้แก่มารดาในระยะตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี คนทั่วๆ ไป สามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองได้ถ้ารับประทานใบมะรุมอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง

V. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานที่ต่ำลงของผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ และสามารถมีชีวิตอยู่อย่างคนปกติทั่วไปในสังคม การรักษาโรคเอดส์ประสบผลสำเร็จอย่างกว้างขวางจากประเทศในกลุ่มทวีปแอฟริกา และได้รับความสำเร็จเป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2005 จากการค้นคว้าและทดลองของงัดแอฟริกาอินแลนด์ ประเทศทานซาเนีย โดยนายแพทย์เฟลิซิ และพยาบาลชาวเยอรมันชื่อไมค์กี้ เอตลิ่ง สำหรับท่านที่สนใจต้องการจะนำไปทดลองใช้ วิธีการรักษาจะอยู่ในบทความตอนท้ายของหนังสือเล่มนี้โดยละเอียด

VI. ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และถ้าหากเป็นอยู่ก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่กับยาแพทย์แผนปัจจุบัน หากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยลดการแพ้รังสี ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น และมีร่างการแข็งแรง ขณะนี้สถาบันค้นคว้าโรคมะเร็งของมหาวิทยาลัยการแพทย์จอนฮอพกินส์ ตลอดจนหน่วยงานการวิจัยหลายสถาบัน กำลังเร่งทำการค้นคว้าด้านนี้อย่างจริงจัง ท่านสามารถดูรายละเอียดได้จากเว็บไซต์ http://www.PUBMED.GOV โดยพิมพ์คำว่า MORINGA ท่านจะได้ข้อมูลการวิจัยอย่างมากมาย

VII. ช่วยบรรเทาอาการปวดบวมของโรคเก๊าท์ โรคไขข้อและกระดูดอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม มีรายละเอียดบางส่วนจากการค้นคว้าด้านนี้ ในบันทึกของ Dr.Lovwell J. Fuglie และในเว็บไซต์ของหมอชาวบ้าน สำหรับกรณีของโรคเก๊าท์ และโรคไขข้ออักเสบ ผู้เขียนและเพื่อนๆ ชาวต่างชาติมีประสบการณ์โดยตรง ส่วนโรคมะเร็งในกระดูกนั้น มารดาอายุ 65 ปี ของเพื่อนร่วมงานชาวพม่า เมื่อเริ่มทานใบมะรุมได้ 1 ปี ก็พบว่ามีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สุขภาพอยู่ในขั้นดี ไม่มีอาการทรุดโทรมเช่น ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งรายอื่นๆ

VIII. ช่วยรักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะทำให้สายตาดีขึ้น บุตรชายของผู้เขียนรับประทานใบมะรุมนานประมาณ 1 ปีครึ่ง ก็ปรากฎว่า อาการสายตาสั้นที่เป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิมจนสังเกตได้ ตัวผู้เขียนเองเป็นโรคตา "กลูโคม่า" อย่างรุนแรง มีอาการน่าวิตก หลังรับประทานมะรุมอย่างต่อเนื่อง ปีนี้เป็นปีที่ 4 ผลปรากฎว่าดีขึ้นอย่างมาก จนแพทย์ผู้ทำการรักษาประหลาดใจ และงุนงงเมื่อทราบว่าเป็นผลมาจากการทานใบมะรุมที่ท่านปฎิเสธที่จะให้การสนับสนุนนั่นเอง

IX. รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง โรคพยาธิในลำไส้ เป็นต้น ในปี 2003 ผู้เขียนป่วยหนักด้วยโรคลำไส้อักเสบอย่างรุนแรง แพทย์ลงความเห็นว่า ควรตัดส่วนที่เป็นปัญหาทิ้งเพื่อกันการลุกลามจนอาจถึงขั้นเป็นมะเร็ง แต่เนื่องจากสุขภาพในขณะนั้นไม่อำนวยให้ทำการผ่าตัด ประกอบกับลำไส้ยังอักเสบอยู่ หลังจากออกจากโรงพยาบาล แพทย์ให้รับประทานยาปฎิชีวนะจนหมด และนัดให้กลับไปตรวจใหม่ แต่ด้วยความกลัวประกอบกับมารดาผู้เขียนเสียชีวิตด้วยโรคเดียวกัน หลังผ่าตัดเพียง 4 วัน ผู้เขียนจึงตัดสินใจไม่กลับไปหาหมออีก ระหว่างนั้นก็รับประทานใบมะรุมทั้งสดและแห้งรวมทั้งใบบัวบกด้วย อาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงก็หายไป หนึ่งปีต่อมาทางโรงพยาบาลยื่นคำขาดว่า ถ้าไม่กลับไปตรวจลำไส้อีก และถ้ามีอาการอักเสบซ้ำซ้อน ทางบริษัทประกันสุขภาพจะไม่รับผิดขอบค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ผู้เขียนจึงตัดสินใจเข้ารับการตรวจผลปรากฎว่าโรคลำไส้หายเป็นปกติ ไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทั้งสิ้น

X. รักษาปอดให้แข็งแรงและช่วยรักษาโรคปอดอักเสบ จากการค้นคว้าของแพทย์หลายๆ ท่าน และจากประสบการณ์โดยตรงของผู้เขียนที่เคยเป็นโรคปอดมาก่อน เมื่อรับประทานใบมะรุมอย่างสม่ำเสมอ รู้สึกได้ว่าสุขภาพปอดดีขึ้น

XI. รักษาโรคทางเดินหายใจอักเสบ โรคโพรงจมูกอักเสบ หอบหืด และโรคภูมิแพ้ ทุกคนในครอบครัวผู้เขียนได้รับผลน่าพอใจอย่างยิ่งจากการใช้มะรุมผง โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ อาการภูมิแพ้ของผู้เขายนลดลงจนเกือบจะหายดี หอบหืดหายไป หายใจสะดวกขึ้นจนคนใกล้ชิดสังเกตเห็นได้ในระยะแรกๆ ของการรับประทานใบมะรุม ผู้เขียนมีอาการไอมากพอสมควร แต่เพื่อนชาวจีนได้ให้ข้อสังเกตว่า นี่คืออาการขับพิษของมะรุม เมื่อขับพิษหมด อาการไอจะหายไปเอง ในขณะเดียวกันชาวต่างชาติผู้ขายผงมะรุม ได้นำเม็ดมะรุมมาให้ทดลองรับประทานดู ปรากฎว่าอาการไอหายไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันแทบจะไม่มีอาการไออีกเลย นอกจากเวลาที่อากาศเปลี่ยนแปลงมากๆ จะไอบ้างเล็กน้อยแต่ไม่รุนแรงนัก

XII. ช่วยเชื่อมต่อกระดูกที่หักได้ผลรวดเร็ว มีหลายกรณีที่เป็นหลักฐานพิสูจน์ได้ ก่อนที่ผู้เขียนจะเริ่มรับประทานมะรุม ขณะนั้นสุขภาพทรุดโทรมมากและหกล้มเป็นประจำเพราะเข่าอ่อน มีครั้งหนึ่งหกล้มนิ้วเท้าหัก แพทย์ผู้ทำการรักษาประเมินผลว่าจะหายได้ในระยะเวลา 7-8 เดือนเป็นอย่างน้อย โชคดีที่ผู้เขียนเริ่มรับประทานมะรุมแคปซูลอย่างสม่ำเสมอ ปรากฎว่าอาการดีขึ้น เริ่มใส่รองเท้าได้ภายใน 3 อาทิตย์ และสามารถเดินได้เป็นปกติในระยะเวลาแค่ 3 เดือน ผู้สูงอายุหลายท่านแห่งหมู่บ้านออนท๊อปออฟเดอ-เวิลร์ด เมืองโอคาล่า มลรัฐฟลอริดา และชาววัด ป่าธรรมชาติ เมืองลาพวนเต้ หลายท่านก็มีประสบการณ์เกี่ยวกับกระดูกหักและใช้มะรุมช่วยรักษาเช่นเดียวกัน สำหรับผู้เขียนเองนอกจากจะช่วยเรื่องกระดูกหักแล้ว ยังช่วยโรคกระดูกเสื่อมในผู้สูงวัยอีกด้วย คุณหมดโมนาได้ตกลงตรวจกระดูกให้ผู้เขียน หลักจากที่ได้ขออนุญาตท่านหยุดทานแคลเซียมเป็นเวลา 8 เดือน และกลับไปเอ็กซเรย์กระดูกใหม่ ผลปรากฎว่าความหนาแน่นของกระดูกเพิ่มขึ้น 1 % ถึงจะเป็นเป็นอัตราส่วนที่เล็กน้อย แต่คุณหมอโมนากล่าวว่าเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของผู้เขียน และจากผลการตรวจ ท่านได้สั่งหยุดยารักษาโรคทุกชนิดเหลือแต่ยาความดัน ให้มีติดตัวไว้เสมอเพื่อความไม่ประมาท ส่วนยาหยอดตา ผู้เขียนยังคงใช้เป็นประจำ เพราะนอกเหนือหน้าที่ของคุณหมอโมนา

XIII. ช่วยรักษาโรคคอหอยพอชนิดมีพิษ มีผลในเพศหญิงเต็ม 100% ชาย 75% ใบมะรุมผงสามารถรักษาจนผู้เขียนหายขาดจากโรคคอหอยพอก ในอดีต แพทย์ที่ทำการรักษาให้ยาเกินขนาดจนร่างกายผู้เขียนรับไม่ไหว ระยะเวลาเพียง 6 เดือน น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 50 ปอนด์ ในที่สุดแทพย์ที่ทำการรักษายอมแพ้ และส่งต่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคดูแลต่อ กว่าจะถึงมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้เขียนอาการทรุดลงมากแล้ว โรคเบาหวานเข้าแทรก โรคไขมันในเม็ดเลือด ความดันสูง โรคตับ โรคไต โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคกระเพาะ พร้อมใจกันคุกคามอย่างหนัก สายตาเสื่อมลง การหายใจผิดปกติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คุณหมอโรเซ็นเบิร์ก ถึงกับส่ายหน้า เพราะไม่ทราบจะเริ่มรักษาส่วนใดก่อนดี ในระยะเริ่มแรกที่ทำการรักษา ผู้เขียนเกิดอาการโรคลำไส้แทรกซ้อนแทบเอาชีวิตไม่รอด ในตอนนั้นไม่มีใครคิดว่าผู้เขียนจะรอดชีวิตมาได้ ไม่ว่าจะทำอย่างไร ดูจะสุดวิสัยที่แพทย์จะเยียวยาได้ หลังจากออกจากโรงพยาบาล คุณหมอโรเซ็นเบิร์กตัดสินใจจะรักษาโรคคอหอยพอกก่อน ซึ่งขณะนั้นมีให้เลือก 2 ทาง คือ

1. การผ่าตัด กรณีผู้เขียนกลัวมาก เพราะมารดาเคยได้รับการผ่าตัดแบบเดียวกัน แต่โชคร้ายการผ่าตัดไม่ประสบผลเท่าที่ควร มีโรคแทรกซ้อนจนเกิดอาการทางประสาท และต้องนอนโรงพยาบาลนานถึง 2 ปี

2. การใช้รังสีปรมาณู เพื่อนหลายคนของผู้เขียนได้รับการรักษาประเภทนี้ และประสบปัญหายุ่งย่ากทางสุขภาพ พอดีในขณะนั้น สุขภาพของผู้เขียนไม่อำนวยให้ทั้ง 2 ทาง หมอจึงขอเวลา 3 เดือน จะเริ่มต้นหลังปีใหม่ 2004 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ผู้เขียนออกจากโรงพยาบาล และได้พบเพื่อนสองสามีภรรยาผู้มีใจเมตตาแนะนำให้ลองทานใบมะรุม จึงได้เริ่มทำการค้นคว้าหาข้อมูล และพบว่ามะรุมมีคุณประโยชน์มหาศาล หลังจากรับประทานใบมะรุมได้ 3 เดือน

วันที่ 4 มกราคม 2004 ผู้เขียนกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด ก่อนตัดสินใจว่าจะรักษาด้วยวิธีใด เป็นความบังเอิญที่คุณหมอโรเซนเบิร์กต้องย้ายที่ทำงาน จึงได้ส่งมอบการรักษาให้คุณหมอโมนาผู้ซึ่งในเวลาต่อมาต้องได้รับความประหลาดใจอย่างมาก เมื่อพบว่าโรคคอหอยพอกของผู้เขียนมีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับโรคอื่นๆ อีกหลายโรค ผู้เขียนจึงตัดสินใจบอกคุณหมอเรื่องการใช้ใบมะรุมควบคู่ไปกับยาที่คุณหมอสั่ง แรกทีเดียวท่านไม่เชื่อ แต่ก็ลดยาหลายขนานลงตามอาการของโรค และเลื่อนการพบแพทย์ห่างออกไป

ในเวลานั้นผู้เขียนไม่แน่ใจว่า มะรุมจะสามารถรับประทานระยะวได้ จึงเกิดความกลัวว่าการรับประทานใบมะรุมมากๆ อาจจะมีผลแทรกซ้อน จึงลองหยุดรับประทาน 3 เดือน ต่อมาเมื่อกลับไปพบคุรหมอโมนาตามนัด ก็พบว่าอาการของโรคทุกชนิดที่เคยเป็นได้กลับมาอีก คุณหมอโมนาจึงสั่งให้หยุดการรับประทานมะรุม แต่ผู้เขียนไมได้เรียนว่า เพราะหยุดนี่แหละโรคต่างๆ จึงกลับมาอีก ท่านสั่งยาต่างๆ เพิ่มเติมและนัดให้กลับไปอีกภายใน 2 เดือน ผู้เขียนเริ่มกลับมารับประทานใบมะรุมอีก ด้วยความกลัวจึงเพิ่มขนาดขึ้นจากวันละ 4 แคปซูล เป็นวันะล 6 แคปซูล เมื่อถึงกำหนดนัด คุณหมอถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก เพราะอาการทุกอย่างกลับเป็นปกติอีกครั้ง ครั้งนี้ผู้เขียนจึงสารภาพกับคุณหมอว่าผู้เขียนไม่ได้ใช้ยาที่แพทย์สั่งเลย นอกจากยาลดความดันเพียงอย่างเดียว แต่รับประทานมะรุมทุกวัน แพทย์หญิงโมนาจึงยอมตกลงว่าจะให้เวลา 2 เดือน ถ้าอาการกลับทรุดลงไปอย่างเดิม จะไม่มีการต่อรองใดๆ อีกทั้งสิ้น

2 เดือนต่อมา ผลที่ออกมาก็ยังคงเหมือนเดิม ผู้เขียนจึงต่อรองขอเวลาอีก 1 ปี โดยจะมารับการตรวจทุกๆ 3 เดือน คุณหมอก็ตกลงตามนั้น

ในการตรวจร่างกายครบ 1 ปี พบว่า นอกจากรักษาโรคแล้ว มะรุมยังรักษา กระดูกด้วย ผู้เขียนจึงขอต่อรองกับคุณหมออีกครั้ง โดยขอหยุดทานแคลเซี่ยมเป็นเวลา 1 ปี ครั้งนี้คุณหมอลังเลใจและบอกว่าเสี่ยงมากเกินไป สำหรับกระดูก จึงตัดสินใจให้เวลาเพียง 8 เดือน โดยเอ็กซ์เรย์ดูความหนาแน่นของกระดูกไว้ก่อนว่า สภาพกระดูกของผู้เขียนเสื่อมโทรมเพียงใด ท่านยังกำชับอีกว่า ถ้าเกิดอาการเจ็บปวดหรือผิดปกติเมื่อใดให้รีบติดต่อท่านทันที

ครั้งนี้ ผู้เขียนเพิ่มจำนวนแคปซูลจากวัน 6 เป็น 8 เมื่อครบกำหนดตามนัด คุณหมอโมนาเดินเข้ามาในห้องตรวจ พร้อมด้วยผลเอ็กซ์เรย์ครั้งที่ 2 ด้วยใยหน้าที่ยิ้มละไมและโค้งให้ผู้เขียนพร้อมกับกล่าวว่า "ขอเรียกว่า "คุณมะรุม" ได้ไหม?" เราประสบผลสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ร่วมกัน ถึงแม้ว่าเปอร์เซ็นต์ในการเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกจะเพียงน้อยนิด แต่ก็ถือเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าเราประสบผลสำเร็จในการทดลองครั้งนี้ท่านได้มอบผลการตรวจให้ผู้เขียนไว้เป็นหลักฐาน ท่านใดต้องการข้อพิสูจน์ ผู้เขียนยินดีที่จะมอบสำเนาให้ดู น่าเสียดายที่กฎหมายอเมริกันไม่อำนวยให้คุณหมอนำมะรุมมาใช้รักษาคนไข้อื่นๆได้ ผู้เขียนจึงได้แต่หวังว่า ประสบการณ์ส่วนตัวอาจจะช่วยเพื่อนร่วมชาติที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารที่แพทย์สมัยใหม่ไปไม่ถึง หรือฐานะการเงินไม่อำนวย ให้พบแพทย์ได้ หรืออาจจะนำความรู้และประโยชน์ของมะรุมมาใช้กับครอบครัวและคนรอบข้าง

งานวิจัยด้านโรคมะเร็ง เบาหวาน ความดัน โรคคอหอยพอก โรคตับ และโรคตา ท่านสามารถค้นดูได้จาก http://www.PUBMED.GOV และอีกหลายเว็ปไซต์เกี่ยวกับมะรุม นอกจากนี้หนังสือพิมพ์รายวันในเมืองต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาใต้ ลงบทความเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของมะรุมหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากขณะนี้ทั่วโลกกำลังตื่นตัวเรื่องมะรุมเป็นพิเศษ



มะรุม ต้นไม้มหัศจรรย์
จากหนังสือ นาฬิกาชีวิตตอน๒
เขียนโดย ดร.วิไลวรรณ อนุสารสุนทร

 

 

 

 

บทสำนึกคุณ


หนังสือเล่มนี้จะไม่สามารถเป็นรูปเล่มขึ้นมาได้เลย ถ้าปราศจากบุคคลผู้มีพระคุณดังต่อไปนี้

ท่านแรกคือ ผู้ที่ชี้แนะผู้เขียนให้รู้ถึงประโยชน์ในการใช้ใบมะรุมเป็นยา แต่น่าเสียดายที่ผู้เชียนไม่สามารถจดจำชื่อท่านผู้นั้นได้ และไม่ได้พบท่านอีกเลย หลังจากบริษัทย้ายสถานที่ทำการใหม่ ถ้าท่านบังเอิญได้อ่านหนังสือเล่มนี้ โปรดรับคำขอบคุณและรับทราบว่าผู้เขียนไม่เคยลืมบุญคุณนี้เลย

หลังจากได้รับการแนะนำ ผู้เขียนเริ่มค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมะรุมจากคอมพิวเตอร์และได้พบข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย จึงนำมาเรียบเรียงและแปลเป็นภาษาไทย เพื่อเผยแพร่ความรู้นี้ให้แก่เพื่อนฝูงและญาติมิตรไปพร้อมๆ กัน ผู้เขียนใช้ภาษาไทยได้เป็นอย่างดี แต่ไม่สามารถพิมพ์ดีดภาษาไทยได้ จึงมีเพื่อนผู้มีพระคุณอีกท่านหนึ่งช่วยผลักดันผลงานการค้นคว้าของผู้เขียนออกสู่สายตาทุกๆ ท่านคือ คุณรัตตินันท์ อิงคเวศน์วานิช หนังสือเล่มนี้จึงเป็นผลงานอันเกิดจากความรักและปรารถนาดี ที่เพื่อนคนหนึ่งมอบให้เพื่อนอีกคนหนึ่ง เพื่อนำไปเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนคนอื่นๆ และผู้คนทั้งหลายในสังคมโลก

งานค้นคว้ามีมากมายหลากหลาย แต่ถึงกระนั้นก็ยากจะรู้ได้ลึกซึ้ง เพราะงานค้นคว้าของนักวิจัยส่วนใหญ่มักเป็นงานของแพทย์จากหลายๆ สาขา ภาษาที่ใช้จึงมักจะเป็น "ศัพท์เฉพาะทาง" ซึ่งผู้เขียนไม่มีความรู้ความชำนาญเลย จึงแปลยากด้วยเกรงว่าข้อมูลจะผิดพลาด ในระหว่างนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียนเริ่มหันมาสนใจ "วิชาธรรมชาติบำบัด" ของอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา โดยได้รับหนังสือ "นาฬิกาชีวิต" เล่มแรกจากคุณรัตตินันท์ เป็นของขวัญปีใหม่

นับจากนั้น ผู้เขียนจึงติดตามผลงานของท่านเรื่อยมา โดยได้รับการสนับสนุน และติดต่อผ่านท่านอาจารย์นวลฉวี ผู้กรุณาประสานงานให้ด้วยน้ำใจไมตรีอันอบอุ่นยิ่ง

เดือนมิถุนาย 2548 ผู้เขียนได้รับการติดต่อจากท่านอาจารย์สุทธิวัสส์ ผ่านอาจารย์นวลฉวี ว่าท่านจะเดินทางมาติดต่อธุรกิจที่สหรัฐอเมริกา และยินดีที่จะมาสอนวิชาลูกดิ่งพร้อมบรรยายเกี่ยวกับธรรมชาติบำบัดและอาหารเป็นยาเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ณ วัดป่าธรรมชาต ซึ่งอาจารย์ได้กรุณาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในการใช้ใบ เมล็ด ตลอดจนน้ำมันที่สกัดจากเมล็ดมะรุม ให้เป็นวิทยาทาน เมตตาจิตอันสูงส่งของท่าน นำความปิติยินดีและได้รับความขอบคุณเป็นอย่างสูง จากชาวแคลิฟอร์เนียโดยทั่วหน้า อีกทั้งยังทำให้ผู้เขียนได้เข้าใจในสรรพคุณของมะรุมลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ที่สำคัญทั้งอาจารย์สุทธิวัสส์ และอาจารย์สุชานี คำภา ได้ให้ความรู้ในด้านต่างๆ อีกมามายเกี่ยวกับอาหารธรรมชาติบำบัด อาหารเป็นยา การสร้างพลังจิตเพื่อรักษาตนเอง หลักการใช้ลูกดิ่งใรนกสรประเมินผลสุขภาพของตนเองและบุคคลข้างเคียง การจัดกระดูก การกดจุดบำบัดและอื่นๆ อีกหลายแขนงเพื่อให้คนไทยในต่างแดนสามารถดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้สมบูรณ์ และแข็งแรงอยู่เสมอ ตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ ท่านทั้งสองได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่ศิษย์ในแดนไกลอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เป็นที่น่าซาบซึ้งและประทับใจยิ่งนัก

การทำงานทุกอย่างย่อมต้องการกำลังใจจากคนรอบข้าง ผู้เขียนค่อนข้างโชคดีในเรื่องนี้ เพราะลูกๆ ทั้งสามคนได้ให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีส่วนร่วมในการทดลองด้วย ในการทดลองนั้นถ้าหากกระทำแต่เพียงลำพังผู้เดียว โดยไม่มีผู้ให้โอกาสและสนับสนุน ย่อมไม่ประสบผลสำเร็จฉันใด กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน ณ เวลานั้นร่างกายของผู้เขียนทรุดดทรม ถูกโรคภัยคุกคามจนแทบเอาชีวิตไม่รอด รวมทั้งความเจ็บป่วยที่เกดจากาการให้ยาผิดของแพทย์แผนปัจจุบันหลายต่อหลายท่าน

เมื่อผู้เขียนตัดสินใจเริ่มใช้มะรุมในการรักาษตัว เป็นมารยาททที่จะต้องปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันผู้ให้การรักษาด้วย ถ้าหากแพทย์เหล่านั้นไม่ให้การสนับสนุน โอกาสที่จะดำเนินตอ่ไปก็ย่อมลำบาก เพราะประเทศนี้ต้องใช้บริษัทประกันสุขภาพเป็นผู้ตัดสินการรักษาพยาบาล จึงอาจมีปัญหาติดตามมาในภายหลังได้ แพทย์ประจำตัวผู้เขียน 6 ใน 7 ท่านปฎิเสธที่จะสนับสนุนการใช้สมุนไพรมาร่วมในการบำบัดรักษา แต่ด้วยความเมตตาปรานีและจิตใจอันเปิดกว้างในวิทยาการทุกด้านของแพทย์หญิงโมนาแห่งโรงพยาบาลไคเซอร์เพอร์มาเนนเต้ ท่านตกลงยอมให้ผู้เขียนใช้ใบมะรุมรักษาตัวเองพร้อมๆ ไปกับยาแผนปัจจุบัน โดยควบคุมดูและและติดตามผลอย่างใกล้ชิด ภายในระยะเวลา 8 เดือน ผู้เขียนสามารถหยุดยาแผนปัจจุบันได้ โดยเด็ดขาด และแพทย์ท่านนี้ยังได้กรุณาติดตามผลการใช้มะรุมในทุกๆ 3 เดือนเป็นเวลานานถึง 2 ปีเต็ม แม้แต่ปัจจุบันนี้เพื่อความไม่ประมาท ผู้เขียนก็ยังอยู่ในความดูแลของท่านอย่างสม่ำเสมอ

จากการติดตามวิเคราะห์ผลอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์แผนปัจจุบัน ทำให้ค้นพบว่า การทานใบมะรุมอย่างสม่ำเสมอนั้น ยังช่วยเสริมสร้างกระดูกที่เสื่อมสภาพตามวัยให้กลับคืนมาได้อีกด้วย บุญคุณของแพทย์หญิงท่านนี้ จึงนับได้ว่ามากมายมหาศาล เพราะเป็นการยังประโยชน์ให้แก่บุคคลอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก อย่างประมาณค่ามิได้ น่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่สามารถเปิดเผยชื่อสกุลของท่านได้ทั้งนี้ด้วยเหตุผลทางความปลอดภัยในการประกอบวิชาชีพของท่าน

ผู้เขียนเริ่มเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับมะรุมที่วัดป่าธรรมชาติ โดยได้รับความเมตตา อนุเคราะห์จากท่านเจ้าคุณภาวนาญาณวิเทศ (อาจารย์เหรียญ ธนลาโภ) เจ้าอาวาส ท่านเป็นบุคคลสำคัญที่ให้การสนับสนุน ตลอดจนให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ นอกจากการเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแก่พุทธศาสนิกชนชาวไทย และเทศในต่างแดนแล้ว ท่านยังมีความปรารถนาที่จะช่วยให้ทุกคนมีสมบูรณ์ แข็งแรง โดยปกติท่านมีความสนใจในสมุนไพรพื้นบ้านอยู่แล้ว เมื่อผู้เขียนกราบเรียนว่า มะรุม พืชพื้นบ้านของไทยเราสามารถรักษาโรคได้ ท่านจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษ พร้อมกับขอข้อมูลเพื่อศึกษาด้วยตนเองจากเว็ปไซต์ ท่านเห็นว่า ผู้เขียนมีอาการดีขึ้น ผิดไปจากเดิมจนสังเกตได้ จึงได้ทดลองฉันด้วยตัวท่านเอง และลงความเห็นว่า มะรุมช่วยทำให้ ภูมิต้านทานดีชึ้น และเชื่อว่าน่าจะช่วยคนไทยได้เป็นอย่างมาก

บุคคลสุดท้ายเป็นผู้ที่มีพระคุณสูงสุดคือแม่ ผู้ให้ชีวิต เลี้ยงดูและอบรมสั่งสอน ให้เห็นถึงคุณงามความดี ความมีเมตตาปรานีและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นต่อเพื่อนร่วมโลก ถ้าหากปราศจากท่านแล้วย่อมไม่มีผลงานชิ้นนี้ออกมามอบให้ท่านทั้งหลาย กุศลผลบุญใดๆ อันพึงบังเกิดจากการเขี่ยนหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนจึงขอมอบแด่มารดาผู้ประเสริฐ ผู้ล่วงลับไปแล้ว ขอจงเป็น พลวปัจจัยให้ท่านได้ก้าวไปสู่ภพภูมิที่ดียิ่งๆ ขึ้นไปด้วยเทอญ.


มะรุม ต้นไม้มหัศจรรย์
จากหนังสือ นาฬิกาชีวิตตอน๒
เขียนโดย ดร.วิไลวรรณ อนุสารสุนทร







 



Link : ไปยังข้อมูลต่างๆ จากหนังสือ นาฬิกาชีวิตตอน ๒
มะรุม ต้นไม้เพื่อชีวิต
โดย ดร.วิไลวรรณ อนุสารสุนทร


คำนำ / บทสำนึกคุณ จากผู้เขียนหนังสือ

ข้อมูลคร่าวๆ จากแหล่งอ้างอิง

ประสบการณ์ตรงจากชีวิตจริง

มะรุมรักษาโรคเอดส์ (AIDS)

ตำราอาหารเกี่ยวกับมะรุมและธรรมชาติบำบัด




 



 




 

Create Date : 11 ธันวาคม 2551
Last Update : 7 มิถุนายน 2552 17:32:20 น.

Counter : Pageviews.
4 comments

Add to Share/Save/Bookmark Share/Save/Bookmark Share/Save/Bookmark

{ 1 }
 


ต้องบอกว่า .. มะรุมคือสมุนไพรที่มีประโยชน์มากจริงๆ ค่ะ
กินแบบสด ๆ และกินแบบเป็นแคปซูล เรียกว่า
ได้ผลเช่นกัน .. อ่านแล้วจากที่ไม่ได้รู้ละเอียดถึง
ผลของมัน ตอนนี้อ่านบล็อกคุณเอ็กซ์แล้วทำให้เรา
เหมือนว่ารู้เพิ่มเติมมากขึ้น ... และเชื่อแน่ว่า
มะรุมสิ่งที่เราอาจจะมองข้ามไป ก็คงจะกลับมา
เป็นประโยชน์ได้มหาศาลถ้าหากว่าเราได้ข้อมูลแล้ว
นำมาเปลี่ยนแปลงการบริโภค หรือว่าไม่ก็ทาน
เป็นยาเสริมก็ได้ เพื่อร่างกายและสุขภาพที่ปราศจาก
โรคภัยที่จะเข้ามาคะ

 

โดย: JewNid วันที่: 11 ธันวาคม 2551 เวลา:18:02:25 น.  

{ 2 }
 


คนท้องทานมะรุมมีผลต่อลูกในท้องยังงัยค่ะ เพราะปกติก็ทานประจำ แต่ตอนนี้ท้อง
ช่วยตอบหน่อยนะค่ะ
lio_wanwisa_oil@hotmail.com

 

โดย: vvp IP: 118.172.235.212 วันที่: 10 เมษายน 2552 เวลา:12:46:29 น.  

{ 3 }
 


ตอนนี้ยังสั่งซื้อได้อยู่ไหมค่ะ
เพราะหามานานแล้วแต่ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหนและมีค่าจัดส่งไหมค่ะ
ช่วยตอบด้วยที่เมล์
enjoy_joy14@hotmail.com

 

โดย: วิไลวรรณ IP: 58.8.117.166 วันที่: 3 มิถุนายน 2552 เวลา:0:27:30 น.  

{ 4 }
 


สวัสดีค่ะคุณจอย

เพิ่งกลับจากไปส่งของที่ไปรษณ๊ย์มาค่ะ ส่งให้คุณจอยเรียบร้อยแล้วนะคะ

 

โดย: นางฟ้าอรชร วันที่: 3 มิถุนายน 2552 เวลา:16:00:26 น.  

ชื่อ :
Comment :


 



Bing™ brings you maps, menus, and reviews organized in one place. Try it now.